เมื่อวันที่ (4 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดจัดงานเสวนาโครงการติดตามเศรษฐกิจไทยครั้งที่ 13 (Thammasat Economic Focus-TEF13) ในหัวข้อ "อัดฉีด เก็บภาษี ช่วยใคร?" ในตอนหนึ่งของงานเสวนา ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ยังเป็นมีการถกเถียงกันเยอะว่าใครเป็นผู้แบกรับภาระตรงนี้ คนที่เห็นใจคนจนก็บอกว่าเป็นภาษีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ซื้อของเมื่อไหร่ก็เจอทันที แต่ถ้าไปดูจริง ๆ ว่าสมมติได้ภาษีจาก VAT 100,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะเป็นคนรวยที่จ่ายถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรื่อง VAT การที่เราไปไม่ยอมให้ขึ้นอัตรา คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ คือคนรวย แทนที่จะเสีย 10 เปอร์เซ็นต์ ก็เสีย 7 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม
"อยู่ ๆ คนรวยก็ประหยัดภาษีไปประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท จากการเห็นใจคนจนไม่อยากให้เสียภาษีเพิ่ม ผมเลยอยากเสนอว่าให้ขึ้น VAT เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ แล้วเอาครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่เก็บเพิ่มได้ ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนจนเท่านั้น เพื่อลบล้างการจะปรับขึ้นอัตรา VAT ที่เป็นข้อถกเถียงมานาน "
ล่าสุด มีการจัดอันดับคนที่มีรายได้จากเงินปันผลอย่างเดียวออกมา เฉพาะเงินปันผลอย่างเดียว 1 ปีคนนั้นมีรายได้ 1,000 กว่าล้านบาท อันนี้เขาเสียภาษีแค่ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นภาษีไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำอย่างที่ควรจะเป็นเพราะมีกฎหมายตรงนี้อยู่ที่ให้แยกคำนวณได้
เช่นเดียวกับ ภาษีรายได้นิติบุคคลธรรมดา (CIT) เป็นภาษีที่เก็บจากบริษัท แต่มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้เก็บจากตรงนี้ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือ ทำให้ประเทศไม่ได้เก็บภาษีตรงนี้ ปีนึงหายไป 2-3 แสนล้านบาท ทำให้ภาษีจาก CIT ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น
ส่วนเรื่องคนล่องหน (ไม่เสียภาษี) อย่างที่ข้อมูลเปิดเผยว่ามีคนยื่นเสียภาษีประมาณ 1 ใน 4 ส่วนอีก 3 ในที่ 4 ที่ไม่ได้ยื่นไม่ใช่คนจนทั้งหมด คนไม่จนก็มีแต่คนที่ไม่จนก็อยู่ในกลุ่มนี้เยอะไปหมด ตรงนี้ก็เป็นส่วนที่เงินหายไป
" จริง ๆ งบที่ควรตัดก็คืองบเรื่องความมั่นคง ล่าสุดเป็นข่าวจะเกณฑ์คน 1.4 แสนคนไปฝึก 3 เดือน ไม่รู้เอาไปทำอะไร แต่ถ้าฝึกแค่นั้นแล้วเอาไปรบจริง ๆ คงสู้แล้วแพ ซึ่งถ้าตรงนี้เกิดขึ้นจริงจะมีงบไหลไปที่กระทรวงกลาโหมอีกเยอะ มีคนบอกว่างานหลักจริง ๆ คงเอาไปซักชุดชั้นในของภรรยานายพันซะมากกว่า "
นักวิชาการแนะเว้นเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรายย่อย
ด้าน ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงในส่วนของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างความเห็นส่วนตัวคือไม่ควรมีการยกเว้นหรือลดหย่อนจำนวนมาก เพราะจะทำให้เกิดช่องโหว่ของกฎหมาย แต่ควรจะเก็บภาษีในอัตราต่ำๆ สำหรับฐานภาษีที่มีมูลค่าน้อย เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีที่มากจนเกิดไป หากจะยกเว้นให้กับบ้านหลังหลักสำหรับผู้ที่มีกำลังในการจ่ายภาษีได้น้อย ก็ควรอยู่ที่ไม่เกิน 5,000,000 บาท เพราะเป็นมูลค่าที่อยู่อาศัยที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเจ้าของ และไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับผู้ที่มีบ้านมากกว่า 1 หลัง แต่ต้องเสียภาษีสำหรับบ้านหลังถัดไป
ส่วนการยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ในการทำการเกษตรควรเป็นการดูแลเกษตรรายย่อย ซึ่งมีกำลังในการจ่ายภาษีต่ำ การยกเว้นไม่เก็บภาษีที่ดินเกษตร หรือยกเว้นในมูลค่าที่สูงเกินไป ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่า หลีกเลี่ยงภาษีมาสู่ช่องทางนี่ ทั้งนี้การยกเว้นภาษีในมูลค่าสูงจะไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลือมล้ำที่มีอยู่ให้ชัดเจนมากขึ้น