เมื่อวันที่ (11 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลาง เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าบริษัทเบสท์รินฯ กับพวกทำสัญญาซื้อขายรถเมล์เอ็นจีวีให้ขสมก. 489 คันเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 มีกำหนดส่งมอบภายใน 90 วันนับถัดจากวันลงนามสัญญา ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการนำเข้ารถเมล์ 489 คัน นำรถ 390 คันไปติดตั้งระบบจีพีเอส จดทะเบียนต่อกรมขนส่งทางบกเป็นชื่อของขสมก. แล้วจำนวน 292 คัน และแม้จะมีรถยนต์บางส่วนยังอยู่ที่กรมศุลกากร
แต่การที่ขสมก.ไม่ตรวจรับมอบรถโดยอ้างว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งว่า ให้รอกรมศุลกากรพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าก่อน รวมทั้งอ้างว่าส่งมอบรถไม่เป็นไปตามาระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบรับและทดสอบรถเมล์เอ็นจีวีมีมติให้มีการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีเป็นงวด ๆ ได้ การที่ ขสมก.บอกเลิกสัญญา เป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ การบอกสัญญาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนที่ขสมก.อ้างว่ารถเมล์เอ็นจีวีไม่ได้เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจากประเทศจีน หรือเป็นรถที่ประกอบในประเทศไทย แต่เป็นรถที่ประกอบขึ้นที่ประเทศมาเลเซียนั้น ศาลเห็นว่า จากประกาศของขสมก.เรื่อง การจัดซื้อรถเมล์ พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา มีเจตนารมณ์ในการจัดซื้อที่มิได้ถือแหล่งผลิตหรือแหล่งประกอบรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญ แม้ตามข้อตกลงในสัญญา ตกลงที่จะซื้อขายรถที่ผลิตในประเทศจีนทั้งคัน แต่ข้อเท็จจริง เป็นการนำรถมาประกอบที่ประเทศมาเลเซีย ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่าง ที่จะทำให้การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีของขสมก.ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริการสาธารณะ
ศาลยังตัดสินคุ้มครองชั่วคราวให้หยุดการซื้อขายรถเมล์489 คันกว่า 4,000 ล้านบาทในรอบใหม่ ที่ขสมก.ทำ กับบริษัท ช.ทวี โดยเห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานว่า ในการประชุมประมูลโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ไม่มีลงมติอนุมัติให้ขสมก.เข้าทำสัญญา และไม่มีรับรองรายงานการประชุม จึงสั่งมิให้ขสมก.และบอร์ดขสมก. นำมติดังกล่าวไปดำเนินการใดที่มีผลผูกพันกับขสมก.และบอร์ดขสมก.เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ขสมก.มีเวลารยื่นอุทธรณ์ 30 วันนับจากวันที่ศาลมีคำสั่ง โดย ขสมก.จะยื่นอุทธรณ์ในทั้ง 2 กรณี