นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมแถลงความคืบหน้าเหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์ จนเกิดเพลิงลุกไหม้
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 32 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสีเขียว 15 ราย สีเหลือง 15 ราย และสีแดง 2 ราย
โดยจากนี้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในการเก็บหลักฐานและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ก่อนอนุญาตให้เคลื่อนย้ายรถโดยสารออกจากพื้นที่ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เตรียมรถเครนไว้แล้ว ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เตรียมหัวลากรถไฟเรียบร้อย คาดว่าไม่เกิน 2 ชั่วโมง จะสามารถเปิดคืนพื้นผิวจราจรได้
ด้านนายอนันต์ กล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าขณะนี้สิ่งสำคัญคือการเร่งคืนพื้นผิวจราจรโดยเร็วที่สุด หลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานดำเนินการแล้วเสร็จ รฟท. จะเร่งเคลื่อนย้ายขบวนรถภายในคืนนี้ ส่วนการดูแลผู้โดยสารรถไฟ รฟท. ได้จัดการขนส่งผู้โดยสารจากสถานีหัวลำโพงไปยังปลายทางเรียบร้อยแล้ว
สำหรับสาเหตุเบื้องต้น นายอนันต์ ระบุว่า จุดเกิดเหตุเป็นทางตัดรถไฟเสมอระดับที่มีไม้กั้นและมีพนักงานควบคุม แต่เกิดเหตุไม่สามารถนำไม้กั้นลงได้ เนื่องจากมีรถค้างอยู่บนทางรถไฟ ทั้งที่ตามปกติจะไม่อนุญาตให้รถจอดในระยะ 5 เมตร จากแนวราง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปิดไม้กั้นได้ทัน ประกอบกับมีขบวนรถไฟวิ่งเข้ามา จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันและเกิดเหตุชนขึ้น ทั้งนี้ รฟท.จะสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากกล่องดำและเทปบันทึกความเร็วของขบวนรถ เพื่อดูว่ามีการชะลอหรือหยุดรถตามขั้นตอนหรือไม่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่คอยโบกธงหรือดูแลพื้นที่หรือไม่ นายอนันต์ ยืนยันว่า จุดดังกล่าวมีพนักงานประจำซุ้มไม้กั้นทำหน้าที่ควบคุมการขึ้น-ลงของไม้กั้นอยู่จริง และสัญญาณเตือนยังทำงานตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมไม้กั้นซึ่งใช้ระบบมอเตอร์
ส่วนกรณีที่ไม้กั้นยังไม่ปิด แต่รถไฟยังวิ่งเข้ามา นายอนันต์ กล่าวว่า ตามหลักการ หากไม้กั้นยังลงไม่เรียบร้อย สัญญาณอนุญาตจะไม่สามารถส่งให้พนักงานขับรถไฟได้ และพนักงานขับจำเป็นต้องหยุดรถ ซึ่งจะต้องรอตรวจสอบจากกล่องดำในวันพรุ่งนี้ว่ามีการชะลอหรือหยุดรถหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบความเร็วของขบวนรถ และหากไม้กั้นยังไม่ปิด เจ้าหน้าที่ประจำจุดยังสามารถใช้ธงแดงหรือสัญญาณห้าม เพื่อให้รถไฟหยุดได้เช่นกัน
ด้านนายกิตติกานต์ ผู้อำนวยการ ขสมก. เปิดเผยว่า รถโดยสารคันเกิดเหตุเป็นรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ที่วิ่งผ่านบริเวณทางรถไฟใกล้แยกอโศก โดยมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 32 ราย ทั้งนี้ ขสมก. ได้ทำประกันภัยกับบริษัทเมืองไทยประกันภัย รวมถึงทำ พ.ร.บ.คุ้มครองบุคคลภายนอก โดยกรณีเสียชีวิตจะได้รับการเยียวยาสูงสุด 1.5 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ 80,000-500,000 บาท และ ขสมก.จะเร่งดำเนินการเยียวยา รวมถึงเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
เมื่อถามว่ารถเมล์อาจเข้าข่ายประมาทหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายห้ามจอดใกล้ทางรถไฟเกิน 5 เมตร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. การทำงานของระบบไม้กั้นรถไฟว่าทำไมจึงไม่ปิด
2. การปฏิบัติหน้าที่และวิธีการขับรถของ ขสมก. ว่าถูกต้องหรือไม่
3. การดำเนินคดีด้านจราจร ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ในการพิจารณาว่าใครประมาทหรือไม่ประมาท
เมื่อถามต่อว่าเมื่อต้นปีมีเหตุรถไฟโดยสาร กลางปีมีรถเมล์โดยสาร จะสร้างความกังวลต่อการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เข้าใจถึงความกังวลของประชาชนต่อความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด ไม่ได้รอให้เกิดเหตุแล้วจึงดำเนินการ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็จำเป็นต้องหาผู้รับผิดชอบให้ได้ พร้อมยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน
ส่วนกรณีที่จุดเกิดเหตุมักเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้บ่อยครั้ง จะแก้ไขหรือมีมาตรการอะไรที่ทำให้เห็นแบบเป็นรูปธรรมหรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ได้มอบหมายให้ รฟท. จัดทำแผนแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในจุดเกิดเหตุและจุดเสี่ยงอื่นทั่วประเทศ พร้อมให้รายงานความคืบหน้าภายในวันพุธนี้ รวมถึงจะหารือร่วมกับตำรวจเพื่อบริหารจัดการสัญญาณไฟจราจรและการระบายรถ เมื่อมีขบวนรถไฟผ่านในอนาคต
ส่วนจะเหมือนเป็นการโยนความรับผิดชอบกันไปมาระหว่าง รฟท. กับ ขสมก. หรือไม่ นานสิริพงศ์ ยืนยันว่าไม่มีการโยนความผิด เพราะว่าทุกอย่างต้องรอการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ซึ่งหากพบว่าใครมีความผิด ก็จะต้องดำเนินการอย่างไม่ละเว้น พร้อมย้ำว่าไม่ใช่การโยนกันไปมา ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด
ขณะที่ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ลงพื้นที่เหตุรถไฟชนรถเมล์พร้อมหารือกับผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัย โดยยืนยันว่าบริษัททิพยประกันภัยและบริษัทเมืองไทยประกันภัย ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยในเหตุการณ์นี้ จะดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัย ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเต็มที่เต็มจำนวนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
โดยบริษัททิพยประกันภัย จะรับผิดชอบในส่วนของความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ขณะที่บริษัทเมืองไทยประกันภัยจะดูแลรับผิดชอบในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน สำหรับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน
ทางสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัยได้ทราบข้อมูลของผู้บาดเจ็บที่พักรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว และพร้อมเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีของผู้เสียชีวิตนั้น ทันทีที่กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเสร็จสิ้น ทางบริษัทประกันภัยจะรีบติดต่อทายาท ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ให้นำเอกสารหลักฐานมาแสดงสิทธิเพื่อดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาโดยทันที ซึ่งบริษัทจะต้องดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดทางกฎหมายในการจ่ายเงินผิดคน
ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ขอให้ประชาชนและครอบครัวผู้ประสบภัยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการประกันภัย โดยมั่นใจได้ว่าทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจประกันภัยพร้อมให้ความช่วยเหลือและทำหน้าที่ดูแลผู้ประสบภัยอย่างดีที่สุด