นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก-ดินแดง เปิดเผยภายหลังการประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งที่ 1 ว่า กระทรวงคมนาคมได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางสาย 206
โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อนำรายงานเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง
รวมถึงใช้เป็นข้อมูลถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต
ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และบางประเด็นเกี่ยวข้องกับสำนวนคดี จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด โดยระหว่างการแถลงข่าว ได้มีการเปิดคลิปภาพจากกล้องวงจรปิด 4 มุม ซึ่งนำมาซ้อนภาพในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน
ซึ่งจากการตรวจสอบไทม์ไลน์เหตุการณ์ พบว่า เวลา 15.33.22 น. รถโดยสารประจำทางเคลื่อนผ่านเสาเครื่องกั้นทางรถไฟ ก่อนจะหยุดคร่อมรางรถไฟในเวลา 15.33.27 น. จากนั้นเวลา 15.33.31 น. สัญญาณเตือนเครื่องกั้นเริ่มทำงาน ต่อมาอีกประมาณ 12 วินาที พนักงานกั้นถนนพยายามกดปุ่มให้เครื่องกั้นลง แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีรถกีดขวางอยู่บริเวณทางตัด
หลังจากนั้นอีก 4 วินาที พนักงานกั้นถนนได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเตือน และอีก 57 วินาทีต่อมา มีการโบกธงแดงเพื่อส่งสัญญาณหยุดขบวนรถไฟ แต่ท้ายที่สุดขบวนรถไฟได้พุ่งชนรถโดยสารที่จอดกีดขวางอยู่บนราง ก่อนที่รถไฟจะหยุดนิ่งในเวลา 15.36.02 น.
นายจิระพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผลตรวจสอบที่เปิดเผยได้ยังเป็นเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนประเด็นว่าใครมีความผิด หรือใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเรื่องในสำนวนคดีที่ตำรวจต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย
นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังมีผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยหลังจากนี้ทุกหน่วยงานจะหารือร่วมกันภายใน 1-2 วัน เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่คณะกรรมการมีกรอบเวลาสรุปรายงานภายใน 30 วัน แต่จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
ส่วนกรณีการตรวจพบสารเสพติดในร่างกายพนักงานรถไฟนั้น ระบุว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่กรมการขนส่งทางรางได้มีหนังสือด่วนถึงการรถไฟฯ ตั้งแต่รับทราบข้อมูลจากตำรวจ เพื่อให้เร่งตรวจบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินรถทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันการรถไฟฯ ได้เริ่มดำเนินการแล้ว
อย่างไรก็ตาม เดิมการตรวจสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์เป็นการสุ่มตรวจ แต่หลังเกิดเหตุกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ตรวจบุคลากรทุกคน โดยขณะนี้ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยและองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีการตรวจพนักงานทุกวัน และรายงานผลต่อกระทรวงอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกรณีแนวคิดศึกษามาตรการงดให้รถไฟโดยสารและรถไฟบรรทุกสินค้าเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในนั้น นายจิระพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสรุปเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยสิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์องค์ประกอบที่อาจเป็นข้อผิดพลาด ทั้งในส่วนการปฏิบัติงานของรถไฟและปัญหาสภาพการจราจร เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนวทางแก้ไขในระยะต่อไป ภายในกรอบเวลาที่กำหนด 30 วัน
ทั้งนี้ แม้กรอบเวลาคณะกรรมการจะอยู่ที่ 30 วัน แต่จะเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด โดยคาดว่า จะเริ่มเห็นข้อเสนอแนวทางแก้ไขภายในต้นเดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่ประเด็นเรื่องผู้กระทำผิดยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของตำรวจต่อไป
ด้านพันตำรวจเอกกัมพล รัตนประทีป รองผู้บังการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องหลัก 3 ส่วน ได้แก่ คนขับรถโดยสาร พนักงานควบคุมไม้กั้น และพนักงานขับรถไฟ รวมถึงอยู่ระหว่างตรวจสอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์บางคันที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายจราจร จากการขับรถคร่อมรางรถไฟ
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการพิจารณาความผิดจะต้องตรวจสอบพฤติกรรมเป็นรายกรณี ไม่ใช่เพียงปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดแล้วจะถือว่ามีความผิดทันที โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการแกะภาพและสืบสวนเพิ่มเติม เพื่อดูรายละเอียดว่ารถแต่ละคันขับเข้ามาในลักษณะใด และเข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่
สำหรับมาตรการบริหารจัดการจราจรบริเวณจุดเกิดเหตุ ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการประชุมร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อกำหนดมาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยปัจจุบันตำรวจได้จัดกำลังจราจรลงพื้นที่ เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนและลดปัญหาการตัดกระแสจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟ
นอกจากนี้ ยังมีการทดลองปรับจำนวนช่องจราจรจากถนนกำแพงเพชร 7 จากเดิม 4 ช่อง เหลือ 3 ช่อง และ 2 ช่องในบางช่วงเวลา เพื่อประเมินผลกระทบต่อสภาพการจราจร โดยเฉพาะในช่วงเร่งด่วนเช้า ตั้งแต่เวลา 06.00-10.00 น. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลสถิติผลกระทบทุกชั่วโมง เพื่อนำไปใช้วางมาตรการระยะยาวต่อไป
ด้านตัวแทนกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งแผงเหล็กยืดหดเพื่อป้องกันรถฝ่าฝืนเลี้ยวในจุดห้ามเลี้ยว รวมถึงตีเส้นทแยงบริเวณหน้าทางรถไฟ เพื่อห้ามหยุดรถกีดขวางทางตัด
ส่วนในระยะต่อไปจะมีการนำระบบสัญญาณไฟจราจรแบบ Adaptive มาใช้บริเวณแยกถนนกำแพงเพชร 7 ตัดถนนอโศก-ดินแดง และเชื่อมการทำงานของสัญญาณไฟให้สัมพันธ์กับแยกอโศกเพชรบุรี เนื่องจากทั้งสองจุดอยู่ห่างกันเพียงประมาณ 120 เมตร เพื่อป้องกันปัญหาหางแถวปิดกั้นทางแยกและจุดตัดทางรถไฟ
ทั้งนี้ ในอนาคตบริเวณถนนอโศก-ดินแดง จุดตัดกับทางรถไฟและถนนกำแพงเพชร 7 จะใช้ระบบสัญญาณไฟควบคุมตลอดเวลา เพื่อลดการพึ่งพาการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุด