วันนี้ (21 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง นางสาวฌัชชา (สงวนนามสกุล) ผู้เสียหายถูกหลอกโอนเงิน 60,000 บาท กับนางสุขตา เจ้าของบัญชีธนาคารปลายทาง ที่แฮกเกอร์ อ้างว่าเป็นผู้ว่าจ้างให้ แฮกไอดีไลน์ของพี่สาวของผู้เสียหาย หลอกโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น โดยเจ้าของบัญชีธนาคารปลายทางรายนี้ ปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้อง และอ้างว่าบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม ถูกเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบยึดไว้
โดยเสียงสนทนานี้ เกิดขึ้นหลัง แฮกเกอร์รายนี้ ใช้เบอร์โทรศัพท์พี่สาวผู้เสียหาย เจาะระบบไอดีไลน์ และใช้ไลน์ของพี่สาว เข้ามาหลอกโอนเงิน ไปยังบัญชีของ นายวีระชาติ 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นเงิน 20,000 บาท และครั้งที่สอง 40,000 บาท ในเวลาไม่ถึง 10 นาที ก่อนที่พี่สาวตัวจริงโทรศัพท์มาแจ้งว่าไลน์ถูกแฮก จึงไหวตัวและพูดคุยถ่วงเวลาในระหว่างเจรจาให้โอนเงินรอบที่ 3 เป็นจำนวน 30,000 บาท แต่ไม่นาน แฮกเกอร์รายนี้ แชทไลน์มายังผู้เสียหาย อ้างว่า ได้รับว่าจ้างจาก นางสุขตา ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีปลายทาง จึงเข้าแจ้งความกับทางตำรวจ
ทั้งนี้เบื้องต้นทางผู้เสียหาย ได้ติดต่อไป ที่ นายวีระชาติ เจ้าของบัญชีที่โอนเงินไป พบว่า เงิน 60,000 บาท ถูกถอนจากเอทีเอ็ม 40,000 บาท และ 20,000 บาท ถูกโอนไปยังบัญชีของ นางสุขตา ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ แฮกเกอร์อ้างว่าเป็นผู้ว่าจ้าง แต่ทั้ง นายวีระชาติ และ นางสุขตา แม้จะยอมรับว่าเป็นเจ้าของบัญชีจริง แต่ปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทั้งสองคนอ้างว่า บัญชีธนาคาร และบัตรเอทีเอ็ม ถูกเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบในเมืองพัทยายึดไว้เหมือนกัน ทำให้ นางสาวฌัชชา เชื่อว่ามิชฉาชีพกลุ่มนี้ น่าจะทำเป็นขบวนการ
ขณะที่ความคืบหน้าของคดี นางสาวฌัชชา จะเดินทางไปพบตำรวจ สน.พระโขนง ในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี หลังจากแจ้งความไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อให้เร่งติดตามตัวแฮกเกอร์รายนี้มาสอบสวน ขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ นายที่รัก บุญปรีชา หรือ หลาม จิ๊กโก๋ไอที ผู้เชียวชาญด้านไอที ตั้งข้อสังเกตว่า การที่แฮกเกอร์จะเข้าระบบไอดีของบุคคลอื่นนั้น ทำได้อยู่ 2 กรณี คือ ผู้ใช้เปลี่ยนโทรศัพท์ โดยทีไม่ได้ออกจากระบบไอดีไลน์จากเครื่องเก่า อาจจะมีการขายโทรศัพท์ไปจนตกไปถึงมือคนร้าย คนร้ายก็จะสามารถเข้าระบบไอดีไลน์ และสวมไอดี ด้วยการลงทะเบียนผ่านอีเมล กรณีนี้จะสามารถทำให้ใช้ไอดีไลน์ที่ใดก็ได้ หรือ กรณีที่ 2 หากโทรศัพท์ไม่ได้ตกไปอยู่ที่คนร้าย คนร้ายอาจจะแฮกระบบพาสเวิร์ด ผ่านอีเมลที่ลงทะเบียนไว้กับไอดีไลน์ แต่กรณีนี้คนรายจะต้องทราบไอดีอีเมลที่ลงทะเบียนกับไอดีไลน์ด้วย ส่วนกรณีที่จะแฮกระบบไอดีไลน์ โดยรู้เฉพาะเบอร์โทรศัพท์นั้นทำได้ยาก