จากกรณีที่ นายแจ๊ก หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา จากประเทศจีนที่ได้ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับกับรัฐบาลไทยเตรียมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ระยะแรกกว่า 1 หมื่นล้านบาท หลายภาคส่วนก็วิเคราะห์ว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย หรือ มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ กรณีผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็คือ 1. ผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและชาวจีน ที่จะซื้อสินค้าได้ถูกลง 2. เกิดการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับ”อีคอมเมิร์ซ” เพิ่มมากขึ้น 3.ธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ผลิต โรงงาน สามารถนำเสนอขายสินค้าได้หลากหลายและแปลกใหม่ 4.แพลตฟอร์มคนกลางก็จะได้ประโยชน์ เพราะจะกินส่วนแบ่งจากสินค้าที่ขายได้
ส่วนกรณีการเสียประโยชน์ก็มีหลายเรื่องด้วยกัน 1.ผู้ประกอบการดั้งเดิมในไทย สู้สินค้าออนไลน์ที่มีราคาต่ำกว่าไม่ได้ 2.กลุ่มพ่อค้าคนกลาง หรือ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า จะถูกตัดออกไป 3.ธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ผลิต โรงงาน ที่ผลิตสินค้าที่คล้ายกันหรือทับซ้อนกับคนจีน จะแข่งขันเรื่องต้นทุนไม่ได้ ทั้งนี้ หลายภาคส่วน โดยเฉพาะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ก็ย้ำว่าการที่อาลีบาบาเข้ามาลงทุนในไทยเป็นโอกาสที่สินค้าไทยจะสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นโดยพาะจีน ที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน แต่แนะผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันให้ได้ก่อน เพราะเกรงว่าผู้ประกอบการไทยจะแข่งขันไม่ได้โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน
ขณะที่ นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยข่าว หลังมีกระแสข่าวว่าการเซ็นบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับกลุ่มบริษัท อาลีบาบา (Alibaba) จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบทางการค้านั้น ยืนยันว่าไทยไม่เสียเปรียบแต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจออนไลน์ของไทยเข้าสู่ตลาดสากลได้มากขึ้น พร้อมระบุ MOU ดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิบริษัท อาลีบาบา ในการดึงข้อมูลของผู้ประกอบการไทยออกไปได้ แต่กลับช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดการค้าเสรีได้ง่ายขึ้น และได้ประโยชน์จากข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายผ่านการวิเคราะห์ของบริษัทอาลีบาบาอีกด้วย