คดีหญิงสาวถูกมิจฉาชีพสวมรอยใช้ไลน์อ้างเป็นพี่สาว หลอกให้โอนเงิน 6 หมื่นบาทเข้าบัญชี นำหลักฐานเข้าแจ้งความตำรวจ ปอท.ช่วยติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีล่าสุดตำรวจประสานขอข้อมูลผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ตรวจสอบขอข้อมูลการใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารบันทึกการเข้าออกอีเมล์ที่ผูกติดกับไลน์ของพี่สาว ที่เข้ารหัสผิดมากกว่า 30 ครั้ง ในห้วง 2 เดือน คือหลักฐานที่ หญิงสาวผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงิน นำมามอบให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท.ช่วยตรวจสอบว่าถูกเข้าระบบได้อย่างไร ผลการตรวจพบว่า “ทรู และ3BB” เป็นผู้ให้บริการ และคนร้ายใช้เป็นช่องทางในการเข้าสู่ระบบ เพื่อหลอกว่าเป็นพี่สาวของเหยื่อรายนี้ ก่อนถูกหลอกให้โอนเงิน 6 หมื่นบาท เข้าบัญชีปลายทาง ระบุชื่อ “นายวีระชาติ และนางสาวสุขตา” เมื่อวันที่ 11 เมษายน โดยที่พี่สาวไม่ได้เป็นผู้เข้าสู่ระบบ
หญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อระบุว่า ต่อมาคนแฮกไลน์พี่สาว ยอมรับกับเธอว่าถูกว่าจ้างให้แฮกไลน์จาก น.ส.สุขตา จำนวน 11 ไลน์ ด้วยเงิน 7 หมื่นบาท เมื่อทำให้แล้วกลับได้เงินไม่ครบ จึงออกมาเปิดเผยเรื่องนี้กับเธอ
ผู้เสียหายรายนี้บอกว่า ต่อมาตำรวจพบว่า น.ส.สุขตา และนายวีระชาติ ก็ไม่ทราบเรื่องการโอนเงินครั้งนี้ แม้จะเป็นเจ้าของบัญชีจริง และเงินก็ถูกโอนจากบัญชีของทั้งสองคนไปยังบุคคลอื่นแล้ว ล่าสุดทั้งคู่ได้เข้าความตำรวจท้องที่ไว้เป็นหลักฐานแล้ว
ด้านประเด็นที่ นางสาวสุขตา และนายวีระชาติปฏิเสธไม่รู้เรื่องและอ้างถึง นายพัช บุคคลที่ปล่อยเงินกู้ผ่านเพจเฟซบุ๊กที่ทั้งสองเคยให้บัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีกับนายพัช ทำให้ปรากฎชื่อเป็นเจ้าของบัญชีรับโอนเงิน พ.ต.ท.พันธุ์ล้าน ปฐมพรวิวัฒน์ ผู้ช่วยโฆษก ปอท. ระบุต้องแบ่งเรื่องนี้เป็น 2 ส่วน คือส่วนของการเงินทีโยงไปถึงนายวีระชาติ และนางสาวสุขตา ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจ สน.พระโขนง จะติดตามตัวมาสอบปากคำหรือไม่ ซึ่งนางสาวฌัชชา แจ้งความไว้ก่อนหน้าแล้วกับส่วนของการเข้าระบบหรือแฮคข้อมูล ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พี่สาวต้องมาแจ้งความที่ ปอท. เพื่อความสะดวกเพราะเดิมแจ้งความที่ สภ.ภูเก็ต
ส่วนการที่คนร้ายได้เพียงเบอร์โทรศัพท์ แล้วจะนำไปแฮกไลน์ได้หรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยฝากเตือนประชาชนให้พยายามล็อกอินไลน์ ผ่านคิวอาร์โค้ด อาจจะช่วยป้องกันความปลอดภัยในเบื้องต้นได้ และอย่านำข้อมูลส่วนตัวไปให้บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด