ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว เนสท์เล่ จะจ่ายเงินจำนวน 7 พัน 2 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2 แสน 3 หมื่นล้านบาท) เพื่อซื้อสิทธิ์ในการทำตลาด ขาย และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุซองของสตาร์บัคส์ทั่วโลก นอกร้านสตาร์บัคส์ในสหรัฐฯ แต่ไม่รวมกาแฟ ชา หรือน้ำผลไม้พร้อมดื่ม
ขณะที่พนักงานของสตาร์บัคส์ 500 คน จะย้ายไปทำงานกับเนสท์เล่ เพื่อร่วมกันคิดค้นกลยุทธ์ในการนำสินค้าไปสู่ลูกค้า และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
นายเควิน จอห์นสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์ ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะนำประสบการณ์การดื่มกาแฟสตาร์บัคส์ไปสู่บ้านของผู้บริโภคหลายล้านคนทั่วโลก ขณะที่บริษัทจะใช้เงินที่ได้มาซื้อหุ้นคืน โดยคาดว่าจะสามารถซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนเงินราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2020
ด้านบริษัทเนสท์เล่ ซึ่งมีธุรกิจกาแฟที่มีชื่อเสียงภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ และเนสเพรสโซอยู่แล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์ของสตาร์บัคส์เข้าไปเสริมในไลน์ โดยทางเนสท์เล่คาดว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มผลกำไรต่อหุ้น และเป้าหมายการเติบโต ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
โดยหลังจากการประกาศข้อตกลง ราคาหุ้นของเนสท์เล่ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ ในการซื้อขายช่วงเช้าที่ตลาดหลักทรัพย์ซูริค มาอยู่ที่หุ้นละ 76.58 ฟรังก์สวิส
สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์บรรจุห่อของสตาร์บัคส์นั้น ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ให้กับสตาร์บัคส์ ปีละ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6 หมื่น 3 พันล้านบาท)