ความคืบหน้าเหตุระเบิดฆ่าตัวตายหลายระลอก ในเมืองสุราบายา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอินโดนีเซีย ล่าสุด มีรายงานเหตุระเบิดฆ่าตัวตายอีกครั้งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 14พ.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นที่หน้าสำนักงานตำรวจในเมืองสุราบายา ผู้ก่อเหตุเป็นชาย 5 คน ขับรถจักรยานยนต์ 2 คันเข้าไปจุดชนวนระเบิดบริเวณป้อมรักษาความปลอดภัย แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 คน ซึ่งรวมถึงตำรวจด้วย
จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามือระเบิดทั้งหมดเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สำหรับเหตุโจมตีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีโบสถ์ 3 แห่งในเมืองสุราบายา เมื่อช่วงเช้าวานนี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน บาดเจ็บกว่า 40 คน จากการตรวจสอบ ตำรวจพบว่า มือระเบิดกลุ่มนี้มีทั้งสิ้น 6 คน และลงมือกันเป็นครอบครัวเช่นกัน โดยผู้เป็นพ่อขับรถไปส่งภรรยา และลูกสาววัย 9 ขวบ และ 12 ขวบ เพื่อให้เข้าไปก่อเหตุในโบสถ์ ส่วนตนเองก็ขับรถยนต์ไปก่อเหตุที่โบสถ์อีกแห่ง ขณะที่ลูกชายอีก 2 คนก็ขี่รถจักรยานยนต์ไปก่อเหตุที่โบสถ์อีกแห่ง
นอกจากเหตุระเบิดที่โบสถ์แล้ว เมื่อวานนี้มีเหตุระเบิดอีก 1 ครั้ง เกิดขึ้นที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งในเมืองสุราบายาเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดน่าจะเป็นคนร้ายที่กำลังวางแผนก่อเหตุ ไม่ใช่เหยื่อผู้บริสุทธิ์ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุระเบิดระลอกนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันมากน้อยเพียงใด
แต่จากการสันนิษฐานเบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า คนร้ายทั้งหมดน่าจะเป็นสมาชิกกลุ่ม “จามาห์ อันชารุตดา อูลาห์” หรือ เจเอดี ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรงในอินโดนีเซีย ที่ประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ซึ่งจากเหตุระเบิดโจมตีโบสถ์เมื่อวานนี้ กลุ่มไอเอสก็ออกมาอ้างเป็นผู้อยู่เบื้องหลังด้วย
ด้านประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปดูสถานที่เกิดเหตุ ได้กล่าวประณามการโจมตีระลอกนี้ว่าเป็นการโจมตีที่ป่าเถื่อน และเขาได้สั่งให้ตำรวจสืบสวนอย่างละเอียด เพื่อกวาดล้างเครือข่ายของกลุ่มหัวรุนแรงนี้ให้ได้
ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา แจ้งเตือนคนไทยในอินโดนีเซีย เพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงพื้นที่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ
สำหรับประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก และส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสายกลาง ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงมากขึ้น