วันนี้ (18 พ.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมหัวหน้าส่วนงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงที่บริษัทเอกชนที่ปรึกษาด้านงานไอทีของอาคารรัฐสภาแถลงข่าวชี้แจงถึงกรณีคณะรัฐมนตรีมีให้ตีกลับงบประมาณด้านไอทีและส่วนประกอบ มูลค่า 8,000 ล้านบาท หลังเห็นว่ามีรายการจัดซื้อจัดจ้าง บางอย่างมีมูลค่าสูงเกินไป นายสรศักดิ์ ยอมรับว่า ขณะนี้ตัดสินใจพิจารณาปรับลดให้สเปคของต่างให้มีราคาต่ำลงมาตามที่คณะรัฐมนตรีแนะนำมา โดยล่าสุด ตัดสินใจยกเลิกการเสนอซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาสูงแล้ว เช่น นาฬิกาตามแบบที่เสนอไปซึ่งมีราคา สูงถึง 7 หมื่นบาท ในการชี้แจงวันนี้ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้นำที่ปรึกษาจากบริษัทเอกชนมาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยได้พยายามอธิบายถึงที่มาราคาที่สูงจนถูกตั้งข้อสังเกต โดยอ้างว่า ตัวเลขราคาเป็นไปตามคุณสมบัติของอุปกรณ์
ขณะที่การเสนองบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตุว่าไม่ได้ใช้ราคากลางจากสำนักงบประมาณ นายสรศักดิ์อธิบายว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษไม่จำหน่ายตามท้องตลาด และสำนักงบฯ ไม่ได้กำหนดราคากลางไว้ ตามระเบียบ กำหนดให้ผู้เสนองบประมาณ สำรวจราคาจากผู้ผลิตและจำหน่าย โดยกรณีนี้ดำเนินการสอบถามไปยังบริษัติผู้ผลิตและจำหน่าย 3-5 ราย เพื่อนำมาคำนวณตั้งเป็นราคากลาง ในการเสนอของบประมาณ
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและคณะทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ยืนยันด้วยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และเปรียบเทียบราคา เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยพิจารณาจากความเหมาะสมของคุณภาพ ตามความจำเป็นของภารกิจที่ต้องใช้งานจริง โดยจะทำการพิจารณาทบทวนให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า
กรณีนี้ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ให้ความเห็นว่า ตามกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการเสนองบประมาณ ส่วนงานราชการจำเป็นจะต้องใช้ราคากลางที่สำนักงบประมาณตั้งไว้ กรณีที่ไม่มีการทำราคากลางโดยสำนักงบประมาณ ส่วนงานที่จะจัดซื้อจัดจ้าง หรือเสนอโครงการต่างๆ ต้องสำรวจราคาของสินค้าหรือบริการ จากผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการโดยจะต้องมีการระบุ คุณสมบัติให้ชัดเจน เพื่อหาราคาที่มีคุณสมบัติตรงกันหรือใกล้เคียงจากผู้ผลิตและจำหน่าย ซึ่งการสอบถามราคานั้นต้องมีลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ตรวจสอบได้ สำหรับการเสนองบประมาณในราคาสูง แต่เมื่อถูกตีกลับ โดยปกตินั้น แต่ละส่วนงานจะชี้แจง ถึงเงื่อนไข และความจำเป็นที่ต้องเสนองบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ได้งบประมาณ
โดยกรณีของงบประมาณด้านไอที และส่วนประกอบอาคารรัฐสภาที่มีราคาสูงจนถูกวิจารณ์และตั้งคำถามว่า มีเจตนา หรือเปิดโอกาสให้เกิดการทุจจริต หรือกระทำการไม่โปร่งใส นายปรเมศวร์ระบุว่า หากมีเจตนาจริงในทางกฎหมายยังไม่ถือเป็นความผิด เพราะยังไม่มีการอนุมัติงบ และเบิกจ่ายเพื่อจัดซื้อจัดจ้าง ทางกฎหมายจะถือว่าเป็นเพียงการตระเตรียมให้ความผิดสำเร็จ ยังไม่ผิดในทางอาญา แต่อาจมีการพิจารณาว่าไม่เหมาะสมในทางระเบียบปกครอง