เมื่อพูดถึงผืนน้ำที่คิดเป็นเนื้อที่รวมกันได้กว่า 190 ล้านตารางกิโลเมตร และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของมหาสมุทรที่มีความลึกมากกว่า 200 เมตร การสำรวจนี้ถือว่าเป็นภารกิจที่มีความท้าทายมหาศาล โครงการนี้มีชื่อว่า “ซีเบด 2030 (Seabed 2030)” เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธินิปปอนฟาวเดชั่นของญี่ปุ่น องค์กรเจ็บโค (GEBCO) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้างแผนที่โลกใต้ทะเล และองค์กรอื่นๆ เช่น ยูเนสโก โดยคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ซาทินเดอร์ บินดรา ผู้อำนวยการโครงการ ซีเบด 2030 บอกว่า ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ 4 แห่งทั่วโลก จะรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้า เรือตกปลา หรือแม้แต่นักสำรวจใต้น้ำ ขณะที่บริเวณน่านน้ำที่อยู่ใกล้ชายฝั่งจะเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานสำรวจของแต่ละประเทศ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปจัดเก็บที่ศูนย์สมุทรศาสตร์แห่งชาติของอังกฤษ
บริษัทที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้แล้ว อาทิ บริษัทสำรวจพลังงานใต้ทะเลลึก “ฟูโกร” จากเนเธอร์แลนด์ และบริษัท โอเชียน อินฟินิตี้ ที่ต่างก็มีส่วนร่วมในภารกิจค้นหาเที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ ที่หายสาบสูญไปเมื่อปี 2014 โดยบริษัทฟูโกรนั้น มีข้อมูลที่ครอบคลุมพื้นที่ใต้ท้องทะเล 65,000 ตารางกิโลเมตร อยู่แล้ว
ขณะที่หนึ่งในความท้าทายที่โครงการนี้อาจต้องเจอ คือ การสำรวจพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทระหว่างประเทศ เช่น ทะเลจีนใต้ อ่าวเอเดน และทะเลแดง
ผู้อำนวยการโครงการ ซีเบด 2030 แสดงความมั่นใจว่าโครงการนี้จะสำเร็จตามเวลาที่กำหนด และจะช่วยให้ความกระจ่างในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคลื่นสึนามิ มลภาวะ รูปแบบการทำประมง การเดินเรือ รวมถึงแหล่งแร่ที่ไม่ได้รับการสำรวจ