ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งถูกตรวจพบที่ จ.ฉะเชิงเทรา และที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และพบว่า ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งอธิบดีกรมโรงานอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า เป็นเพราะโรงงานที่นำเข้า แจ้งสำแดงเท็จ โดยยืนยันว่า การออกใบอนูญาตให้โรงงานเหล่านี้ เป็นเพราะในแผนขออนุญาตตั้งโรงงาน มีศักยภาพที่จะดำเนินกิจการได้
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันลงไปตรวจสอบทุกกิจการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมยืนยันว่า ตามกฎหมายการจัดตั้งโรงงานกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถนำเข้าขยะภายนอกประเทศได้ หากเป็นการลักลอบก็ผิดกฎหมายชัดเจน และต้องระงับการดำเนินการทันที
นักวิชาการ ยัน ไทยไม่มีศักยภาพจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากที่ถูกตรวจพบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบางส่วนแสดงเอกสารอันเป็นเท็จนำเข้ามาในชื่อ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งที่นักวิชาการด้านการกำจัดของเสียมีพิษ มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความเป็นห่วง เพราะจากข้อมูลมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศกว่า 5 แสนตัน ตามที่ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ที่ส่วนตัวมองว่าการจัดการในปัจจุบันยังไม่ดีพอโดยเฉพาะในแง่ของการควบคุมที่เข้มข้น ประเทศไทยจึงยังไม่พร้อมหลายด้านหากจะนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลหรือคัดแยกเอง
แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีใครที่ป่วยจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ผศ.อัจฉรา อัศวรุจิกุลชัยนักวิชาการด้านการกำจัดของเสียมีพิษ ม.มหิดล ระบุว่า ในขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชิ้น มีสารอันตรายมากกว่า 15 ชนิด อาทิ เหล็ก ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท โครเมียม และนิกเกิล ซึ่งส่งผลต่อไตโดยเฉพาะตะกั่ว ที่ส่งผลต่อระบบประสาท และพัฒนาการเด็ก ปรอท ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว และสารแคดเมียม ที่ส่งผลต่อกระดูก และหากสารพิษตกค้างในดินพืชที่ปลูกจะปนเปื้อนสารพิษ
ส่วนการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน และต้องใช้อุณภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส และต้องนำไปฝังกลบในบ่อที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งต้องมีพลาสติกชนิดพิเศษ รองอย่างน้อย 2 ชั้น และมีพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นกระบวนการที่น่าสนใจว่า ในเมื่อโรงงานที่ขอนำเข้า ไม่ได้เป็นโรงงานประเภท ที่สามารถกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ เหตุใดจึงสามารถขอนำมาดำเนินกิจการได้
ขณะที่ องค์การสหประชาชาติ เคยทำข้อมูลเมื่อปี 2558 ว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะส่งไปกำจัดต่างประเทศ มีเป้าหมายใหม่ที่ประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ขบวนการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ต้องการนำมาทิ้งคือ ไทย เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา และฟิลิปปินส์ จากเดิมที่เป็นจีน และฮ่องกง