นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้นำเงินกองทุนน้ำมัน 30,500 ล้านบาท มาใช้ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนในอัตรา 10 บาทต่อกิโลกรัมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลให้ก๊าซหุงต้ม ราคาลดลงประมาณ 32 บาทต่อถัง (ขนาด 15 กก.) ทำให้ปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ในระดับ 363 บาทต่อถัง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค และป้องปราบมิให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มโดยไม่ธรรม
กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบร้านจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้ม ให้มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มและค่าบริการอื่นๆ นอกเหนือจากราคาจำหน่ายให้ชัดเจน โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ กรมการค้าภายในได้จัดส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออก จำนวน 10 สาย ตรวจสอบในเขตพื้นที่กรุงเทพฯทั้ง 50 เขต สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ดำเนินการออกตรวจสอบร้านจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มในพื้นที่ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน
จากการตรวจสอบ พบว่า มีผู้ประกอบการหลายรายจำหน่ายราคาสูงเกินสมควร กรมฯได้ดำเนินการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
ทั้งนี้ ขอเตือนผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้มจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก ค่าบริการขนส่งในรัศมีเกินกว่า 5 กิโลเมตร และค่าบริการอื่นๆ และไม่จำหน่ายปลีกในราคาที่สูงเกินสมควร ซึ่งกรมฯจะอ้างอิงราคาจำหน่ายปลีกจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ซึ่งหากตรวจพบจำหน่ายสูงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประกาศคงค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินอีก 3 เดือน
ขณะที่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แจ้งว่า ตามที่บริษัทได้แจ้งอัตราค่าโดยสารใหม่ของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายเฉลิมรัชมงคล) ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2561 – 2 ก.ค. 2563 นั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐที่ต้องการแบ่งเบาภาระของผู้ใช้บริการ โดยจะใช้อัตราค่าโดยสารเดิมไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2561 ถึงวันที่ 2 ต.ค. 2561
ทั้งนี้ การคงค่าโดยสาร เป็นผลมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่พิจารณาข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมกรณีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า (MRT) สายสีน้ำเงิน ที่ตามสัญญาสัมปทานจะต้องมีการปรับขึ้นทุก 2 ปี ซึ่งปีนี้จะครบกำหนดในวันที่ 3 ก.ค.นี้ เนื่องจากจะต้องมีการประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันก่อนปรับราคาใหม่ แต่ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 30 วัน ดังนั้นหากมีการปรับขึ้นราคา อาจจะทำให้รัฐบาลเป็นฝ่ายทำผิดสัญญาได้