ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีหุ้นตลาดเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่ยังร่วงลง หลังได้รับแรงกดดันจากดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ตลาดนิวยอร์กที่ปิดในแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 8 เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศต่างๆ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดบวกเพิ่มกว่า 7 จุด หลังเมื่อวานดัชนีปรับลดลงเกือบ 30 จุด
นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่า มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งล่าสุดมีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยไม่มาก เพราะเบื้องต้นสินค้าส่งออกของไทยไม่ได้อยู่ในแวลูเชนที่สำคัญไปยังสหรัฐและจีน
ขณะเดียวกันประเมินว่าสงครามการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศจะไม่ยืดเยื้อ เพราะจะมีผลทำให้เศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นชะลอตัวลง นอกจากนี้มองว่าจีนและสหรัฐน่าจะหาตลาดใหม่และให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียมากขึ้น ซึ่งสินค้าไทยมีโอกาสส่งไปยังสหรัฐทดแทนสินค้าจากจีนได้เช่นกัน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ โดยการส่งออกของไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย ส่วนจีดีพีปีนี้คาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 4.4%
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจรายภูมิภาค มีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม มีปัจจัยสำคัญมาจากภาคการท่องเที่ยวและภาค อุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ถึงระดับ 4.5% โดยเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตามเสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ กระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองรอง รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมในท้องถิ่น เพื่อสร้างการค้า และการลงทุนให้เศรษฐกิจในระดับภูมิภาคกระจายตัวได้มากขึ้น
ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน ตอนนี้เป็นแค่การเริ่มต้น เชื่อยังไม่กระทบการส่งออกไทยในปีนี้หลังการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรงของปีนี้ยังขยายตัวได้ 11.6% แต่ต้องจับตาแรงสะเทือนการค้าโลกในปีหน้า