วันนี้ (22 มิ.ย.61) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ระบุว่า ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แต่ต้องการผลักดันคดีสลายการชุมนุม ปี 2553 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคต โดยสำหรับเหตุผลที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องการขอรื้อคดีสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นเพราะ หลักฐานที่ยื่นขอให้พิจารณาถูก ป.ป.ช.มองว่าเป็นหลักฐานเก่าที่เคยพิจารณาไปแล้ว นอกจากนี้ พบว่าเคยมีคำสั่งศาล ระบุว่า การชุมนุมของ นปช.ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ ซึ่งส่งผลให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัวได้ เพราะพบบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุม
ทั้งนี้นายณัฐวุฒิ ยืนยันจะรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ เพื่อยื่นตามกระบวนการอีกครั้ง รวมถึงจะรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ต่ำกว่า 20,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้พิจารณายื่นต่อศาลฎีกา ตั้งกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่จะดำเนินการทั้งหมดนี้หลังมีการเลือกตั้งแล้ว เพราะเชื่อมั่นในกระบวนการหลังการเลือกตั้งมากกว่าปัจจุบัน
ขณะที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมทนายความ เข้าฟังคำวินิจฉัยศาลฎีกา กรณียื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และคณะ รวม 5 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ฐานร่วมกันเป็นกบฏ กรณีร่วมกันทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตาม ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าการกระทำของ คสช. ถึงแม้จะมีความผิด แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 กำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและไม่ต้องความผิดโดยสิ้นเชิง