รายงานนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีของไทยปี 2558 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.8 ลดลงจากรายงานเมื่อเดือน ธ.ค. 57 ที่ประมาณการว่าจะขยายตัวร้อยละ 4 ส่วนปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.9
สาเหตุสำคัญเนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 58 มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยประเมินไว้และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย อีกทั้งการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มล่าช้ากว่าคาด โดยเฉพาะงบลงทุน การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจชะลอตัวลงจากความเชื่อมั่นที่ถูกบั่นทอนลงจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
ด้านมูลค่าการส่งออกลดลงจากคาดการณ์เดิม เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัวต่ำกว่าคาดและราคาสินค้าส่งออกปรับตัวลดลงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ปรับลดลงมาต่ำกว่าเป้าหมายนโยบายการเงิน หรือจากร้อยละ 1.2 เหลือร้อยละ 0.2 แต่เชื่อว่ายังไม่ใช่สัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเงินฝืด และจะกลับเข้าสู่เป้าหมายปกติในปีหน้า
ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ยังมั่นใจว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 4 ตามเป้าหมาย แม้การลงทุนภาครัฐใน 3 เดือนที่ผ่านมาจะล่าช้า แต่ขณะนี้รัฐได้เซ็นสัญญาจัดจ้างโครงการลงทุน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 พร้อมมั่นใจว่าภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณจะสูงถึงร้อยละ 98 และช่วยให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว และสิ้นเดือน เม.ย. จะเห็นความชัดเจนของภาพรวมเศรษฐกิจว่าจะเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมต่ออายุการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ที่ร้อยละ 7 ต่อไป แม้ก่อนหน้านี้ คสช.เคยมีคำสั่งให้ปรับขึ้นจนเต็มเพดานที่ร้อยละ 10 ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้ โดยให้เหตุว่าหากปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะส่งผลต่อประชาชน