วันนี้(17 ก.ค.61) นายปรีชา ณ เชียงใหม่ ทนายความและที่ปรึกษาทางกฎหมาย เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่มข้าราชการรวมตัวกันประกาศเบี้ยวหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้อาจต้องคิดหนัก คือหากมองในมุมมองส่วนตัวมันกระทบกับเศรษฐกิจ อาจจะกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้ความมั่นคงในเศรษฐกิจถดถอย ธนาคาร และเจ้าหนี้ ต่างๆต้องหันมาคิดว่าลูกหนี้รวมตัวมาเบี้ยวหนี้จะต้องทำอย่างไร เพราะหากเกิดการฟ้องร้อง จะเกิดความวุ่นวายไปทั้งคนกู้ คนค้ำประกัน ทั้งศาล และทั้งเจ้าหนี้ พัวพันกันทั้งหมด
โดยหลักแล้วมีหนี้ก็ต้องใช้หนี้ หากไม่ใช้หนี้ เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องบังคับคดี อย่างแรก คือ เมื่อมีคนค้ำประกัน เจ้าหนี้ก็จะไปตามจากคนค้ำประกันด้วย จะเดือดร้อนและยุ่งยากไปด้วย ซึ่งคนค้ำอาจไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แต่คนกู้เขารู้ รู้ว่าตัวเองเป็นหนี้ไม่ไหว จะยักย้ายถ่ายเทและโยกย้ายทรัพย์สิน หากไม่ชำระหนี้จริงๆจะต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับคนค้ำประกันแน่นอน เพราะว่าเมื่อเจ้าหนี้ ฟ้องลูกหนี้ คนค้ำประกันก็โดนด้วยเช่นกัน ทางเจ้าหนี้จะอายัติทรัพย์สินจนหมด จนกว่าชำระหนี้จนครบจำนวนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ในกรณีสมมุติหากมีการยึดทรัพย์ขายทอดตลาดทั้งหมด ทั้งคนค้ำ คนกู้ ทั้งหมดแล้ว ยังมีหนี้สินเหลือเกิน 1,000,000 บาท ขึ้นไป ก็ถูกฟ้องล้มละลายได้ทั้ง 2 คน ทั้งผู้ค้ำและผู้กู้
วันที่ 1 สิงหาคมนี้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้จริงๆ ทางธนาคารก็จะเริ่มมีการทวงถามทั้งลูกหนี้ และคนค้ำประกันทั้งหมด หากทวงถามในเวลาที่กำหนด ยกตัวอย่างกำหนดระยะเวลา 30 วัน ถ้ามีการจำนองก็ 60 วัน หากครบกำหนดไม่จ่ายก็จะดำเนินการยึดทรัพย์
ขณะที่นายอวยชัย วะทา ประธานเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้เรียกร้องผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านทางรัฐบาล มาหลายปี ว่าทางธนาคารออมสินไม่รักษาคำมั่นสัญญา ทำโครงการนี้เป็นโครงการพิเศษเพื่อช่วยเหลือครู แต่กลับไปปรับโครงสร้างหนี้เหมือนโครงการธรรมดาทั่วไป เพิ่มดอกเบี้ยโดยอัติโนมัติ ซึ่งเป็นข้อตกลงก่อนที่จะมาทำสัญญาให้ครูกู้ยืม
แต่กรณีที่ธนาคารออมสินปฏิบัติ คือ ครูจะต้องเสียดอกเบี้ยถึง 125 เปอร์เซนต์ ในระยะเวลา 30 ปี ซึ่งไม่ใช่โครงการช่วยครู แต่เป็นโครงการปล้นครู และส่วนหนึ่งเมื่อปรับเพดานเงินกู้แล้ว สมมุติว่าเงินเดือน 10,000 บาท มีเหลือไว้ 2,000 กว่าบาท ในการดำรงชีพ แต่เมื่อออมสินมารีดนำไปเกิน 10,000 บาท ครูก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ถูกฟ้อง และ ต้องไปยืมเงินทางอื่น มาใช้หนี้ ช.พ.ค. ธนาคารออมสินเหมือนเดิม ซึ่งทางธนาคารออมสินคิดดอกเบี้ยก่อน แทนที่จะไปเอาเงินต้นเป็นเงินส่วนใหญ่ก่อน เหมือน ธ.ก.ส. หรือ เหมือนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู
ทั้งนี้ การออกมาสู้ ไม่ได้สู้เพื่อหนี้ครูอย่างเดียว แต่ออกมาสู้เพื่อคนทั้งประเทศด้วย เราเคยเสนอไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เวลาเบี้ยปรับผิดนัด มันขึ้นมาอัติโนมัติ 10 เปอร์เซนต์ และไม่ได้คิดเฉพาะเงินที่ผิดนัด แต่ขึ้นเงินต้นทั้งหมดเลย มันไม่ถูกต้อง โดยการตกลงในการนำเสนอต่างๆ คือ ดอกเบี้ย ร้อยละ 3 และคงที่ เพราะมันเป็นโครงการวิกฤตจริงๆ ไม่ใช่โครงการปกติ แต่ธนาคารออมสินไปปรับขึ้นไปเรื่อยๆ จนมันกลายเป็นปกติ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในสัญญาธนาคารออมสินไปทำอีกแบบหนึ่ง แต่การทำในการนำเสนอข้อตกลง นโยบายมันเป็นอีกแบบหนึ่ง ทางคณะครูจึงให้สำนักงาน สกสค. กำกับดูแลกับออมสินในการทำสัญญา แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ในตอนแรก
ส่วนกรณีที่มีการทำ MOU ลดดอกเบี้ยให้แก่ผู้กู้ยืมนั้น เป็นเพียงการลดให้แก่ลูกหนี้ที่จ่ายตรง ครบเวลา ไม่ได้ช่วยเหลือในส่วนของลูกหนี้ที่กำลังมีปัญหา
ทั้งนี้ ทนายปรีชา แนะนำว่า ทั้ง 2 ฝ่ายควรมีการนัดเจรจาพูดคุยกัน เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ในส่วนของดอกเบี้ยที่เพิ่มมาอีก 7 เปอร์เซนต์ อาจจะไม่คิดได้ไหม ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลอาจช่วยได้ในส่วนของการพักชำระหนี้ แต่อย่างไรก็ตามคณะครูที่คิดจะไม่ชำระหนี้ ควรเปลี่ยนแนวความคิด เพราะเบี้ยวหนี้จะทำให้เสียเครดิต และผู้ที่ค้ำประกันให้ก็จะเดือดร้อนไปด้วย
สำหรับยอดหนี้ของข้าราชการครูในประเทศไทย คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. เปิดเผยข้อมูลว่า ข้าราชการครูถือเป็นวิชาชีพที่มีหนี้สินมากที่สุดร้อยละ 80 ของข้าราชการไทย โดยโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.ที่มอบสินเชื่อ ให้กับข้าราชการครูในวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน มีผู้กู้รวม 390,000 บัญชี ในวงเงินปล่อยกู้ 760,000 ล้านบาท ซึ่ง ยังคงเหลือบัญชีผู้กู้ที่ไม่ปิดบัญชีถึง 470,000 บัญชี จำนวนเงินกว่า 420,000 ล้านบาท