ทีมงานต่างชาติแชร์ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย "ช่วยทีมหมูป่า 13 ชีวิต ติดถ้ำหลวง”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สำนักข่าว ABC ของประเทศออสเตรเลีย จัดทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 ชีวิต นักฟุตบอลทีมเยาวชนหมูป่า อะคาเดมี่ ที่ติดในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ผ่านการสัมภาษณ์ ทั้งนักดำน้ำชาวอังกฤษ ผู้ทีมช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งคู่หูนักดำน้ำชาวออสเตรเลีย เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การเข้าร่วมภารกิจนี้เพราะหลายครั้งพวกเขาก็แทบจะหมดหวัง

นายเจสัน มัลลิสัน นักดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษ เล่าว่า เป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุด อันตรายที่สุด และเสี่ยงที่สุดที่เขาเคยทำ ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยของเขาเอง แต่เป็นความปลอดภัยของคนที่เขาจะต้องรับผิดชอบ เขาไม่เคยทำอะไรที่เสี่ยงขนาดนี้มาก่อน และคิดว่าคงจะไม่ต้องทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว แต่นั่นเป็นทางเลือกเดียวในตอนนั้น

เขาเสริมว่า “ผมมั่นใจว่าจะพาตัวเองออกมาได้มั่นใจว่าจะเชือกนำทางจะไม่หลุดมือมั่นใจว่าจะนำเด็กออกมาได้ แต่ผมไม่ได้มั่นใจ 100%ว่าเด็กที่นำออกมาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่”

นายเจสันเล่าถึงความกล้าหาญที่น่าทึ่งของเด็กๆ หลังจากที่เข้าไปในถ้ำแล้วอธิบายแผนการออกจากถ้ำให้เด็กๆ ฟัง ไม่มีใครแสดงอาการหวาดกลัวเลย “ไม่มีเด็กคนไหนเลยที่แสดงอาการตกใจหรือร้องไห้ เด็กๆ ยอมปฏิบัติตามภารกิจทั้งหมด ซึ่งมันน่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับอายุของพวกเขา” นายเจสันบอก

อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติการจริง นายเจสันรู้สึกเหนื่อยไม่น้อยเพราะแม้วันแรกๆทัศนวิสัยยังดีอยู่ แต่ในวันสุดท้ายเขามองไม่เห็นอะไรเลย นั่นทำให้พวกเขาเหนื่อยมากในแง่ของจิตใจ

ทางด้าน นาวาอากาศตรี ชาร์ลส์ ฮอดจ์ส จากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมกู้ภัย ที่ทำหน้าที่รับเด็กจากนักดำน้ำและตรวจสอบสุขภาพเด็กในโถง 3 เขากล่าวว่า “ความเป็นไปได้ที่ภารกิจนี้จะสำเร็จนั้นต่ำมาก ผมทำใจไว้ว่าอาจจะต้องมีเด็ก 3 4 หรือ 5 คนที่เสียชีวิตในระหว่างการกู้ภัย และผมก็บอกกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (ในขณะนั้น) ไปว่ามีโอกาสที่ภารกิจจะสำเร็จเพียง 60 - 70% เท่านั้น”

เขายังเผยว่า การดำน้ำพาเด็กออกมานั้นตนอยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ แต่ถ้าให้เด็กอยู่ในนั้นเป็นเวลา 4 - 5 เดือน และจะต้องเตรียมอาหารแห้งให้เด็กขั้นต่ำสุดวันละ 1 มื้อ เท่ากับจะต้องเตรียมอาหารถึง 1,800 มื้อเป็นอย่างน้อยเข้าไปข้างในซึ่งไม่มีพื้นที่พอในถ้ำ และจะต้องใช้การดำน้ำเข้าออกถึง 18 เที่ยว ดังนั้นการให้เด็กรอจนหมดหน้าฝนจึงเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ยิ่งเมื่อพิจารณาจากฝนที่กำลังเข้ามา ซึ่งอาจทำให้นักดำน้ำไม่สามารถส่งอาหารได้ครบตามที่คำนวณไว้

อีกหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือ ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส และคู่บัดดี้ดำน้ำ เครก แชลเลน ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสุขภาพเด็กๆ และให้ยาระงับอาการตกใจก่อนที่จะนำเด็กออกมาจากถ้ำ รวมถึงประเมินสุขภาพเด็กตลอดทาง เขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จของภารกิจนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญจากการเป็นแพทย์ฉุกเฉินในบริษัทขนย้ายผู้ป่วย ทำให้เขารู้วิธีอยู่กับเด็กๆ และทำให้พวกเขาไม่ตื่นตกใจ

นักดำน้ำทั้งสองเดินทางมาถึงถ้ำหลวงในวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ จ่าเอก สมาน กุนัน (ยศในขณะนั้น) เสียชีวิต เมื่อถามว่าข่าวการเสียชีวิตของจ่าเอกสมานทำให้ตระหนักถึงอันตรายของภารกิจมากขึ้นหรือไม่ นายเครกตอบว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นภารกิจที่อันตราย แต่พวกเราซึ่งเป็นนักดำน้ำในถ้ำนั้นสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราทำมาตลอด แต่สำหรับคนอื่นๆ รวมถึงหน่วยซีลของกองทัพเรือไทย แม้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถสูงมาก แต่นี่ไม่ใช่สภาวะแวดล้อมที่พวกเขาคุ้นเคยและได้รับการฝึกมา”

พันจ่าอากาศเอกเดเรก แอนเดอร์สัน หนึ่งในนักดำน้ำจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ กล่าวว่า หลังจากตกลงกันว่าจะใช้วิธีดำน้ำพาเด็กออกมาจากถ้ำ พวกเขาก็เริ่มฝึกกันในสระน้ำที่ได้รับอนุเคราะห์จากโรงเรียนละแวกนั้น และได้เด็กๆ มาเป็นตัวอย่างฝึก การฝึกเริ่มจากพื้นฐานง่ายๆ และใช้อุปกรณ์จำลอง และเป็นการฝึกความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มใช้อุปกรณ์จริง และเด็กตัวอย่างจริง ซึ่งก็จะเริ่มฝึกจากการใส่อุปกรณ์ให้เด็ก การนำเด็กดำน้ำ การส่งผ่านเด็กไปยังนักดำน้ำคนอื่น และพยายามลงรายละเอียดไปเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าทุกคนได้ฝึกมากที่สุดเท่าที่ทักษะของตนจะมี ทุกคนได้ฝึกร่วมกันและทุกคนจะทำให้ดีที่สุดแม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากก็ตาม

และผลของการฝึกฝนนั้นก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อในวันที่ 7 ก.ค. พวกเขาสามารถพาเด็กชุดแรกออกมาได้สำเร็จ “เมื่อพาเด็กสี่คนแรกออกมาได้ ทุกคนก็ทั้งโล่งใจและรู้สึกหมดแรงในเวลาเดียวกัน แต่ความกดดันก็ยังมีอยู่เพราะทุกคนรู้ว่าฝนกำลังมาแล้ว และนั่นไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงลดลงเลย”

พันจ่าอากาศเอก กล่าวว่า มันจึงเป็นการฉลองสั้นๆ หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องกลับไปตั้งสมาธิทำตัวเป็นมืออาชีพ เพราะทุกคนรู้ว่านี่เป็นความสำเร็จเล็กๆ ในภารกิจที่ใหญ่กว่า และรู้ว่าถ้าฝนตกลงมาก่อนหน้าที่คาดไว้แม้เพียงนิดเดียว ภารกิจกู้ภัยจะต้องยุติลงเพราะมันจะเสี่ยงมากเกินไปต่อทั้งตัวเด็กๆ และนักดำน้ำเอง

ในที่สุด เมื่อมาถึงภารกิจวันสุดท้าย ก็เป็น ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส ที่เลือกอยู่กับเด็กๆ และหน่วยซีลของไทยเป็นกลุ่มสุดท้ายจนคู่หูอย่างนายเครกเองยังยอมรับว่าการทำงานของหมอแฮร์ริสนั้นยอดเยี่ยมมาก

ด้าน นาวาอากาศตรีชาร์ลส์ ฮอดจ์ส เล่าถึงช่วงสุดท้ายของภารกิจว่า “เมื่อคุณรู้ว่าเด็กๆ ออกมากันหมดแล้ว หน่วยซีลของไทยออกมากันแล้ว ในตอนสี่ทุ่มที่ทุกคนยืนอยู่ตรงนั้น ทุกคนก็ปล่อยให้อารมณ์กลับเข้ามาในจิตใจอีกครั้ง มันรู้สึกได้ว่าทุกคนได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จ ทุกคนจากต่างที่มาทำงานด้วยกัน และโลกก็เฝ้ามองอยู่”

ในตอนสุดท้ายของภารกิจ พันจ่าอากาศเอกเดเรก แอนเดอร์สัน สารภาพตามตรงว่า ณ วินาทีนั้นปั๊มน้ำหนึ่งตัวในโถง 3 เสีย และยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งรอรับหน่วยซีลกลุ่มสุดท้ายให้ออกมา เมื่อได้รับแจ้งว่าระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนตื่นเต้นมาก แต่สุดท้ายทุกคนก็ออกออกมาได้อย่างปลอดภัย” และเขาก็รู้สึกยินดีที่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ทั้งหมดออกมาดีเกินคาด

นายเครกเสริมว่าเขารู้สึกโล่งอกมากเมื่อเห็นทั้ง 13 ชีวิตออกมาครบแล้ว เมื่อพวกตนได้ไปเยี่ยมเด็กๆ ที่โรงพยาบาลก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับมา เพราะพวกเขาเห็นเด็กๆ นั่งกินอาหารกันอย่างมีความสุข “เป็นเรื่องเกินจะอธิบายจริงๆ ว่าพวกเรามีความสุขมากขนาดไหน” เขาสรุป

คงไม่ผิดนักที่จะบอกว่า “ภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าคือภารกิจสุดหินที่ท้าทายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่างแท้จริง

ข้อมูล เฟซบุ๊ก Thai NavySEAL

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ