ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้ว่า สำหรับเหตุผลโดยสรุปคือ ประจักษ์พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์และให้การไว้ในชั้นสอบสวน ไม่อาจมาเบิกความในชั้นศาลได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรักษาอาการป่วยทางจิตที่ รพ. จึงต้องรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนที่นำส่งในชั้นศาล ประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ แต่พยานหลักฐานอื่นยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่สามารถลงโทษจำเลยได้ เช่นภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด พบว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีผู้คนเป็นจำนวนมาก ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏในชั้นศาล เห็นเพียงเหตุการณ์ปากทางเข้าซอยที่เกิดเหตุแต่ไม่สามารถบันทึกภาพบริเวณจุดเกิดเหตุไว้ได้ ดังนั้นเมื่อศาลพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามคดีนี้เป็นเพียงการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น ฝ่ายโจทก์ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีตามกฎหมายได้ ซึ่งในชั้นอุทธรณ์ผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ จะพิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน โดยปราศจากความกดดันหรืออคติ ใดๆ พร้อมยืนยันว่าศาลจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทำหน้าที่ของตนเองมาอย่างดีที่สุดแล้ว
ส่วนกรณีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลที่แสดงความรู้สึกและอาจกระทบกระเทือนต่อการทำหน้าที่ของศาล นายสุริยัณห์ ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายหรือจำเลยในคดี การพิจารณาพิพากษาก็ดูจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยชั่งน้ำหนักจากพยานหลักฐานตามกฎหมาย แต่แม้เราจะเชื่อมั่นว่าเราทำงานอย่างเต็มที่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทุกฝ่ายก็ไม่สบายใจและเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่เราจะยืนหยัดทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดต่อไป ขณะเดียวกันจะให้ความรู้ความเข้าใจ และอธิบายขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายให้แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด
ขณะที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า หลังจากนี้จะเรียกสำนวนมาตรวจสอบดูว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ทำไมศาลถึงยกฟ้อง โดยจะขอกลับไปรื้อฟื้นสำนวนคดีขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของศาลที่จะต้องตรวจสอบ แต่ได้รับรายงานว่าทางตำรวจก็กำลังรื้อคดีขึ้นมาตรวจอีกครั้ง ว่าสำนวนการทำคดีครบถ้วนหรือไม่