วันนี้ (1 ส.ค.61) “เรวดี ทัฬหสุนทร” แม่ของนายธนิต ทัฬหสุนทร หรือ “เต้” เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า ยืนยันว่าจะสู้เต็มที่ แม้สภาพจิตใจยังไม่ดีขึ้น วันนี้ก็คิดว่ามีช่องทางในการต่อสู้เพิ่มขึ้น เพราะมีทนายอนันต์ชัย ไชยเดช เข้ามาช่วย รวมทั้งสื่อมวลชนต่างๆ ที่เสนอข่าว ก่อนหน้านี้รู้สึกว่ามืดมนเพราะเราไม่ใช่คนที่มีฐานะ มีอำนาจอะไร เป็นคนบ้านๆ ตอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ออกมา ตอนนั้นสามีมั่นใจว่าจะชนะ เพราะหลักฐานที่เขาเตรียมมา เป็นแฟ้มเลย เพราะสามีได้ออกจากงานตอนมกราคม ปี 61 เพื่อมาหาหลักฐาน ที่ผ่านมาเขาก็ทำเต็มที่ออกไปตามหาคนที่เห็นเหตุการณ์ในซอยประชาสงเคราะห์ซอย 1 ตอนนั้นสามีได้ภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นคนที่สอง แต่ไม่แน่ใจว่าคนแรกเป็นใคร จากนั้นก็เอาภาพมาดูจากแว่นขยายส่องดูว่าเป็นใคร นายนี้ใส่เสื้อสีนี้ ว่าคนนี้เดินออกไปเป็นลำดับขั้นตอน
“ตอนเกิดเหตุตงที่เป็นเพื่อนกับเต้ก็บอกกับแม่ว่าใครทำ ก็ชี้ไปว่าใครทำที่นั่งอยู่ในโรงพัก วันนั้นตงก็บอกว่าโจ้ทำร้ายเต้ แต่ตอนที่ได้ยินว่าคู่กรณีออกมาปฏิเสธ ก็คิดแค่ว่าไม่มีผู้ร้ายคนไหนหรอกที่จะยอมรับความจริง”
ขณะที่ “อนันต์ชัย ไชยเดช” ทนายความ บอกว่า ตนรู้จักนายศุภชัย ตอนที่แกมาฟังคดี 7 โจ๋ฆ่าชายพิการ ตอนนั้นนายศุภชัยได้อัดเทปจนเจ้าหน้าที่ศาลเห็นจึงให้ตำรวจนำตัวออกจากห้องพิจารณาแล้วเตือนว่าไม่สามารถอัดเทปได้เพราะมันผิด จากเหตุการณ์นั้นทำให้จำนายศุภชัยได้ จากนั้นเขาก็มาบ่อยๆ และได้มาถามถึงวิธีการสืบพยาน จะทำอย่างไรเวลาหาพยาน ก็บอกแกไปเฉพาะที่สำคัญ รวมทั้งเทคนิคการซักความ เวลามาก็จะนั่งอยู่เป็นวันๆ อดทนมาก ตอนที่มีชายกระโดดตึกตอนแรกก็จำไม่ได้ว่าเป็นคนนี้ จนมาเห็นรูปทีหลังก็เลยจำได้ว่าเป็นคนนี้
“ไม่ใช่ว่านายศุภชัยเขาแพ้คดีแล้วเขาไปกระโดดตึกนะ แต่มันมีที่มาที่ไป อย่างแรก ตัวเองหาพยานหลักฐานทั้งหมดเอง ทำมาเป็นแฟ้มๆ ถึง 3 แฟ้ม อย่างที่สองคือลาออกจากงาน เพื่อติดตามพยาน อย่างที่สามมาดูการพิจารณาในศาลเพื่อเป็นแนวทางในการต่อสู้คดีของตัวเอง ซึ่งผมมาดูแฟ้มยังรู้สึกสุดยอดในการหาหลักฐาน ที่จริงแล้วการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง ไม่ใช่หน้าที่ของญาติหรือผู้เสียหายในการมาตามหาพยานหลักฐาน อยากให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่านายศุภชัยเป็นยอดคุณพ่อ ไม่ใช่แพ้คดีแล้วโดดตึก เขาได้มีความพยายามในการหาหลักฐานให้ได้มากที่สุด”
ขณะที่กรณีของนายตงที่มีการบอกว่าป่วยทางจิตนั้น “ทนายอนันต์ชัย” บอกว่า ควรเปิดเผยว่าอยู่ในขั้นไหน เพราะมันมีหลายขั้น ว่าถึงขั้นวิกลจริตไหม ไร้ความสามารถหรือไม่ บางคนกินยาก็สามารถเบิกความได้ มีสติพอสมควร ตนไม่รู้ว่าป่วยขนาดไหน แล้วใบรับรองแพทย์ใบเดียวก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าป่วยขนาดไหน คำให้การชั้นสอบสวนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาลงโทษจำเลยได้ ถ้าจะลงโทษได้ก็ต่อเมื่อมีพยานแวดล้อม พยานใกล้เคียง หรือพยานอื่นมาสนับสนุนคำให้การในชั้นสอบสวน หรือบางกรณีที่พยานให้การในชั้นสอบสวนอย่างหนึ่ง แต่มาให้การในชั้นศาลอีกอย่างหนึ่ง ศาลก็ไม่เชื่อว่าเป็นการช่วยเหลือจำเลย ก็ลงโทษตามชั้นสอบสวนก็มี
“ทนายอนันต์ชัย” ระบุว่า หลังจากนี้ทางแม่ของน้องเต้ได้แต่งตั้งตนให้มาเป็นทนาย และถอนทนายคนเดิมและตนได้มีการคัดสำนวนทั้งมาดูแล้ว ว่ามีพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นไหมในส่วนของคำให้การของนายตง ประสานไปที่ตำรวจว่าอยากทราบข้อความจริงเกี่ยวกับใบรับรองแพทย์, แพทย์ และความมีสติสัมปชัญญะของนายตง โดยใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในการสืบพยานเพิ่มเติม และตนจะคำร้องประกอบอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่า มีพยานที่ในชั้นสืบพยานไม่ได้นำมาสืบ ว่าเป็นพยานที่มีเลศนัย ให้ศาลหันมามองพยานปากนี้ซึ่งถือว่าเป็นพยานที่สำคัญที่สุด ที่ผ่านมาเคยใช้มาตรา 208 เมื่อปี 2512 ที่ศาลอุทธรณ์ยอมให้เอาพยานมาสอบใหม่ นอกนั้นสอบแค่ศาลชั้นต้นก็จบ
“สิ่งที่ผิดปกติของคดีนี้ที่สุดเริ่มตั้งแต่พ่อของนายเต้ต้องมาหาพยานหลักฐานเองแล้ว มีที่ไหนพ่อไปหาพยานหลักฐานเองให้ตำรวจ เป็นทนายมา 34 ปี เพิ่งเคยเห็นคนนี้แกเป็นยิ่งกว่าพนักงานสอบสวน ทนายความอีก”
นอกจากนี้ “ทนายอนันต์ชัย” มองว่าการสืบคดีโดยนายตงเป็นผลดีกับจำเลยด้วย ถ้าหากนายตงมาเบิกความว่าไม่เห็นการกระทำและศาลเชื่อว่าสิ่งที่นายตงเป็นเรื่องจริง ฝ่ายนั้นก็พ้นความรับผิด ทางครอบครัวก็จะไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัย จะได้แฟร์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งคดีนี้นายตงเป็นหัวใจของคดีนี้ แต่อยากบอกคุณแม่ว่า อย่าเพิ่งท้อ แม้ในชั้นศาลจะไม่มีนายตงมาเบิกความแต่ก็สามารถลงโทษจำเลยได้หากมีพยานแวดล้อมอื่นๆมาประกอบ
ชมคลิปที่นี่..."แม่" แฉ "มือมืด" ตัดหน้าฉก "กล้องวงจรปิด" หลักฐานสังหาร "เต้"