เมื่อวันที่ (24 ส.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาตรี อรรจนานันท์ อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณี การประกาศยกเลิกประกวดราคาจ้างผลิตและให้บริการจัดทำหนังสือเดินทาง อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-พาสปอร์ต ระยะที่ 3 วงเงินกว่า 1 หมื่น 2 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน รวมถึงระเบียบที่เกี่ยวข้องตามข้อกฎหมาย ซึ่งประเด็นที่ภาคเอกชนตั้งข้อสังเกตว่า การยกเลิกการประมูลครั้งนี้ ไม่เปิดเผยบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติแม้จะมีรายเดียว แตกต่างจากการประมูลอี-พาสปอร์ต ระยะที่ 2 ทั้งที่มีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว ก็สามารถดำเนินการต่อได้ เป็นประเด็นที่เอกชนมองว่าอาจจะไม่โปร่งใส
อธิบดีกรมการกงสุล ระบุว่า การประมูลอี-พาสปอร์ต ระยะที่ 2 และ 3 มีการใช้กฏหมายคนละฉบับ แม้จะคล้ายกันแต่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงสามารถยกเลิกได้ก่อน ส่วนแนวทางที่จะดำเนินการหลังจากนี้ว่าจะให้มีการประมูลใหม่ตามขั้นตอน หรือ ว่างจ้างบริษัทเอกชนรายเดิมเป็นเรื่องที่คณะกรรมการจะต้องพิจารณา
อธิบดีกรมการกงสุล ยืนยันว่า การยกเลิกประกวดราคาจ้างผลิตและให้บริการจัดทำอี-พาสปอร์ต ระยะที่ 3 ครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการทำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนแนวทางโครงการหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 3 ซึ่งจะมีการเพิ่มอายุการใช้งานหนังสือเดินทางสำหรับผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว จากเดิม 5 ปี เป็น 10 ปี เพื่อรองรับระบบการตรวจลงตรา (วีซ่า) ของหลายประเทศที่มีการให้ถึง 10 ปี คาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงกลางปี 2562
ขณะที่วันนี้กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับบริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด หรือ บีเอ็มเอ็น ได้ลงนามสัญญาให้ใช้พื้นที่เพื่อจัดตั้งสำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์ กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ที่สถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที คลองเตย เพื่อขยายการให้บริการด้านนิติกรณ์เอกสาร นอกกระทรวงการต่างประเทศเป็นครั้งแรก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รองรับปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดตั้งสำนักงานหนังสือเดินทางในพื้นที่เดียวกันนี้เมื่อปี 2559 โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คาดว่าจะรองรับการบริการของประชาชน 200-300 คนต่อวัน