เมื่อวานนี้ (30 ส.ค.61) นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลการประมูลข้าวล็อตสุดท้าย ซึ่งเป็นข้าวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม กลุ่มที่ 2 และ 3 รวมปริมาณ 260,000 ตัน สามารถขายได้ราคาดีกว่าที่คาด โดยข้าวกลุ่มที่ 2 เป็นข้าวสำหรับเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน มีผู้เสนอซื้อ 240,000 ตัน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด มูลค่าเสนอซื้อประมาณ 1,655 ล้านบาท ราคาเสนอซื้อสูงสุดเฉลี่ย 6,670 บาทต่อตัน
ขณะที่ส่วนข้าวกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นข้าวสำหรับเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ มีผู้เสนอซื้อ 22,000 ตัน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมดเช่นกัน มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 114 ล้านบาท ราคาเสนอซื้อสูงสุดเฉลี่ย 4,584 บาทต่อตัน รวมทั้ง 2 กลุ่ม ขายได้มูลค่า 1,769 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
โดยสรุปแล้วข้าวที่มีอยู่ในสต็อกรัฐบาลก่อนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.จะเข้ามาบริหาร ตัวเลขทางบัญชีอยู่ที่ 18.7 ล้านตัน ซึ่ง คสช.ได้ตั้งคณะทำงานเข้ามาตรวจสอบพบว่ามีข้าวในสต็อกอยู่ทั้งสิ้น 17.7 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีข้าวที่ไม่มีภาระผูกพัน เหลือให้กระทรวงพาณิชย์นำออกมาประมูลขายทั้งสิ้น 16.91 ล้านตัน รวมการนำออกประมูลครั้งนี้ด้วยเท่ากับว่ามีการเปิดประมูลขายข้าวในสต็อกรัฐบาลจำนวน 32 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวม 146,176 ล้านบาท หากเปรียบเทียบราคาที่ขายได้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับราคาที่รับจำนำเข้ามาจะพบว่าขาดทุนตั้งแต่เริ่มรับจำนำ เพราะหากจะขายให้ได้กำไรราคาเฉลี่ยต้องอยู่ที่ประมาณ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ขณะนี้ราคาข้าวในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 411 เหรียญสหรัฐต่อตัน
อย่างไรก็ตาม ข้าวที่นำออกประมูลทั้งหมดนั้นยังเหลือข้าวที่ยังไม่สามารถส่งมอบได้ จำนวน 2.99 ล้านตัน ในส่วนของข้าวเพื่ออุตสาหกรรมคาดว่าจะส่งมอบได้ทั้งหมด แต่ข้าวเพื่อการบริโภคที่มีปัญหาคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน 650,000 ตัน ก็อาจต้องไปไล่เบี้ยหาผู้รับผิดชอบและเสนอ นบข.พิจารณานำกลับมาเปิดประมูลใหม่ เท่ากับว่าขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้นำข้าวในสต็อครัฐบาลทั้งหมดออกจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว