วันนี้ (2 ก.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประตูระบายน้ำห้วยหลวง ยังคงถูกปิดไว้ ไม่ได้ทำหน้าที่ระบายน้ำมาหลายวันแล้ว เนื่องจากน้ำโขงมีระดับสูงกว่าน้ำในห้วยหลวง ดังนั้นท่อสูบน้ำทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เห็นนี้ จำต้องรับหน้าที่ระบายน้ำจากด้านในออกมาแทน แต่น่าสนใจว่าท่อขนาดเล็กที่เห็น สามารถระบายน้ำได้เพียง 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น ซึ่งอาจจะสูบออกไม่ทันหากน้ำในห้วยหลวงมาเป็นจำนวนมาก
สำหรับโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำแห่งใหม่ จะอยู่ถัดจากประตูระบายน้ำห้วยหลวงใหม่ไกลนัก โดยกรมชลประทานจะใช้วิธีขุดคลองใหม่ต่อตรงจากห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขงระยะทางราว 1 กิโลเมตร โดยมีสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองเป็นตัวควบคุมการระบายน้ำอีกที พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี มองว่า หากสถานีสูบน้ำแห่งนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้ทั้งท่วมและแล้ง ด้วยระบบสูบน้ำ 2 ทาง ซึ่งมีกำลังแรงกว่าเดิมหลายเท่า
ทั้งนี้ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ระหว่างการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง แต่สถานีสูบน้ำแห่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาห้วยหลวงตอนล่างเท่านั้น เพราะขณะเดียวกัน กรมชลประทานมีแผนจะก่อสร้างพนังกั้นน้ำตามแนวลำห้วยหลวงอีกราว 28 กิโลเมตร ก่อสร้างประตูระบายน้ำอีก 15 แห่ง และระบบชลประทานอีก 13 โครงข่าย ซึ่งนอกจากแผนเหล่านี้แล้ว นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ระบุว่าอนาคตอาจจะมีแผนสร้างโครงข่ายกับลุ่มน้ำข้างเคียงด้วย
สำหรับโครงการพัฒนาห้วยหลวงตอนล่างนี้ จะใช้งบประมาณทั้งหมดราว 21,000 ล้านบาท โดยมีกรอบระยะเวลา 9 ปี หากเป็นไปตามแผนจะสามารถช่วยเหลือคนในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างได้มากกว่า 29,000 ครัวเรือน แต่ในระยะแรก กรมชลประทานจะก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองให้แล้วเสร็จก่อนภายใน 3 ปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเป็นแอ่งกระทะ ที่ต้องรับน้ำหลากจากตอนบน และต้องทนรับน้ำโขงที่อาจไหลย้อนกลับเข้ามาด้วย
นิวัติ โหยหวล ถ่ายภาพ
ปรารถนา พรมพิทักษ์ รายงาน