เมื่อวันที่ (5 ก.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำตอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังไม่ตอบรับ และไม่ปฏิเสธ ว่าจะอยู่ช่วยงานในรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้งหรือไม่ โดยขอให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “พล.อ.ประยุทธ์” เพราะภารกิจในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถือว่าจบแล้ว
ส่วนกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่จะปรับโควต้า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้นักการเมืองเข้ามาช่วยดูแล เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร ยืนยันไม่มีแนวคิดดังกล่าว และยังไม่พบสัญญาณใด ๆ นอกจากจะมีรัฐมนตรีลาออก
ส่วนวันที่ 15 กันยายน ที่จะมีการประชุมผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ และมีรายงานว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะลาออก เพื่อไปนั่งกรรมการบริหารพรรค พล.อ.ประวิตร ระบุเพียงว่าไม่ทราบเรื่องนี้
ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้กระแสข่าวการปรับ ครม. พร้อมระบุเพียงว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวส่วนประเด็นที่นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน อดีตแกนนำ นปช. กล่าวหาหนึ่งในสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ว่าเป็นผู้จ้างอาสาสมัครล่ารายชื่อพร้อมเก็บบัตรประชาชนของชาวอ.เสิงสาง-อ.ครบุรี แลกกับการจ่ายค่าตอบแทน เนื่องจากต้องการนำรายชื่อไปต่อรองขอร่วมพรรคภูมิใจไทย
รองศาสตราจารย์ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีประชากรมาก รวมถึงมีเขตรับเลือกตั้งมากขึ้น 15 เขต ถือว่ามากเป็นอันดับที่ 2 รองจาก กรุงเทพมหานคร ประกอบกับ ในพื้นที่มีความหลากหลายของกลุ่มแกนนำ ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ชัดเจน ทำให้แต่ละพรรคคาดหวังคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งต่างจากในพื้นที่อื่นที่มีความชัดเจนของฐานเสียง เช่น เชียงใหม่ บุรีรัมย์ ตรัง เป็นต้น