เปิดใจ “เหยื่อเมจิกสกิน” แฉ ตำรวจเรียกรับเงินอ้างแบ่งให้ “เจ้านาย-อัยการ”


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เปิดใจผู้เสียหายคดีเมจิกสกิน แฉ ตำรวจชลบุรี-กองปราบ เรียกรับเงิน ทนาย แนะ กันตำรวจ 2นายไว้เป็นพยาน สาวหาตัวการใหญ่ ที่บ่งการเบื้องหลัง

จากกรณีตำรวจหญิงชลบุรี กับตำรวจกองปราบ เรียกรับเงินจากผู้เสียหายในคดีเมจิกสกิน เพื่อเร่งรัดคดีให้

วันนี้ 6 ก.ย.61 รายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” ได้เชิญผู้เสียหายจากคดีเมจิสกินมาร่วมรายการและเล่าเหตุการณ์ตำรวจเรียกรับเงิน

โดย น.ส.นภัส ทยุติชยาธร ผู้เสียหายคดีเมจิกสกิน กล่าวว่า เสียงที่อยู่ในคลิปไม่ใช่ตน แต่เป็นเสียงของเพื่อนชื่อ “น้ำหวาน” และคดีนี้ไปอยู่ที่ชั้นอัยการรอหลักฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนจะตรวจสำนวนว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ส่งฟ้อง แต่เจ้าของเมจิกสกินได้ไลน์สดว่า สินค้าของเขาไม่มีปัญหาเคลียร์เรียบร้อยแล้ว โรงงานเป็นผู้กระทำผิด  ตนเองได้ฟังแล้วก็รู้สึกทะแม่งๆว่าเคลียร์แล้วหมายถึงอะไร ในช่วงกลางดึกเขาก็ไลน์สดไปเที่ยวผับอย่างมีความสุข ตนก็เลยเรียกกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมดหารือว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ได้แล้ว เราจะต้องไปที่กรมวิทย์ เพื่อไปถามผลตรวจ เพราะถามไปยังกองปราบทุกครั้งก็จะบอกว่าส่งไปตรวจแล้ว และ กลุ่มของตนได้รับความเสียหายจากผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลสลิม สินค้าในเครือเมจิกสกินจำนวน 57ล้านบาท ทุกคนก็กลัวว่าจะไม่ได้รับเงินคืน

จากนั้น ได้ทำหนังไปยังผู้อำนวยการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งทางท่านผู้อำนวยการก็เช็ครายละเอียดให้ พร้อมบอกว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวส่งมาให้ตรวจ 1ครั้ง ซึ่งเป็นการตรวจหาสารที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ ผลตรวจไม่พบว่ามีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และ ได้ส่งผลตรวจกลับไปแล้ว ตนเองจึงถามกลับไปว่าผลตรวจนี้ตรงตามที่อัยการได้แจ้งให้ทราบก่อนแล้ว แต่ที่มาตาม คือเรื่องที่อัยการบอกว่าได้ส่งผลิตภัณฑ์กลับไปให้กองปราบ เพื่อให้ส่งตรวจผลสารคัดแยกว่าสินค้าแต่ละชนิดมีอะไรบ้าง และตรงกับฉลากที่กำกับไว้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงแม้แต่ตัวเดียวก็คือผิด จากนั้นทางผู้อำนวยการก็ไปค้นเอกสารทั้งหมด ปรากฎว่าไม่มีการส่งผลิตภัณฑ์เมจิกสกินมาให้กรมวิทย์ฯตรวจทำให้พวกตนรู้สึกว่าแล้วที่รอมาตั้งนานนั้นหมายถึงอะไร

น.ส.นภัส ได้เล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อครั้งที่ตำรวจได้บุกจับผลิตภัณฑ์ในเครือเมจิกสกินว่า ในช่วงนั้นทางกองปราบปรามแจ้งว่าใครครอบคอรงสินค้าเหล่านี้อาจผิดกฎหมาย น้ำหวานพร้อมพวกตน ก็ได้เตรียมนำสินค้าทั้งหมดส่งกลับคืนเจ้าของแบรนด์ แต่ทางเจ้าของบอกว่าไม่มีที่เก็บ ทางกลุ่มก็เลยนำสินค้ามาไว้ที่บ้านน้ำหวาน วันรุ่งขึ้น เจ้าของแบรนด์ ก็แจ้งจับน้ำหวาน เพราะเขาเห็นว่าน้ำหวานและพวกเราไปแจ้งความดำเนินคดีกับเขา จากนั้นทางตำรวจชลบุรี ก็เข้ามาจับกุมน้ำหวานทันที เพราะมีสินค้าผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง จนสามีของน้ำหวานต้องไปประกันตัวออกมา

“เมื่อน้ำหวานได้รับการประกันตัวก็ได้พบกับตำรวจหญิงเจ้าของเสียงในคลิป และก็ได้พูดคุยกันโดยตำรวจหญิงคนดังกล่าวบอกว่าขอ 1เอ็ม ทางน้ำหวานได้ใช้สามีไปซื้อเอ็มร้อยห้าสิบมาให้ 1แพ็ค แต่ตำรวจหญิงบอกว่าไม่ใช่เดี๋ยวโทรกลับไป เมื่อน้ำหวานกลับถึงบ้านตำรวจก็โทรหาซึ่งรายละเอียดตามคลิปเสียง ในบทสนทนาในคลิปเสียง 1 เอ็มหมายถึง 1ล้านบาท และตำรวจหญิงบอกอีกว่า ในวันรุ่งขึ้นถ้าน้ำหวานเข้ามาเจ้านายจะเรียก 1ล้านบาทให้น้ำหวานต่อรองเหลือ 6แสนบาท ส่วนอีก4แสนบาททางตำรวจหญิงจะขอเก็บไว้เอง เพราะเขาเป็นคนทำงานและดำเนินการเรื่องคดีให้ เงิน 6 แสนบาททางเจ้านาย กับอัยการจะไปแบ่งกันเอง” น.ส.นภัส ระบุ

ผู้เสียหายคดีเมจิสกิน เล่าอีกว่า ในการต่อรองครั้งนั้นน้ำหวานเองก็ไม่มีเงิน เตรียมเอาที่ดินไปจำนองเพื่อไปจ่ายให้กับตำรวจ เพราะกลัวไม่เคยทำผิดจนถูกดำเนินคดี เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะต้องติดคุกหรือไม่ น้ำหวานเขาคิดไปต่างๆนานา อีกทั้งตำรวจพยายามพูดให้เกิดความหวาดกลัว

ส่วนคลิปเสียงตำรวจกองปราบเรียกรับเงินนั้น น.ส.นภัส บอกว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พวกตนและน้ำหวานเดินทางไปแจ้งความเอาผิดกับบริษัทเมจิกสกินที่กองปราบปราม โดยผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลสลิมตำรวจกอง 3 เป็นผู้ดูแล ในวันต่อมาน้ำหวานพร้อมพวก เดินทางมาที่สำนักงานอัยการเพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดี แต่ได้แวะไปที่กองปราบปรามก่อนเพื่อจะสอบถามเรื่องคดีเช่นกัน และได้พบกับตำรวจนายหนึ่ง จนได้พูดคุยกันเรื่องคดี โดยตำรวจบอกว่าถ้าจะให้ช่วย จะต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชา ทางน้ำหวาน จึงบอกว่าตอนนี้ไม่มีเงิน แต่ตำรวจไม่เชื่อกลับกล่าวหาว่าเอาเงินไปฝังไว้ น้ำหวานจึงบอกว่าขอไปปรึกษากับเพื่อนก่อน จากนั้นจึงมีการแลกเปบลี่ยนไอดีไลน์แชทคุยกัน

ต่อมา ตำรวจนายดังกล่าว ก็ได้ทักแชทบอกว่าตัวเขาก็มีหนี้สินอยากมีเงิน 2ล้านเพื่อไปใช้หนี้ พร้อมทวงเงินด้วยโดยขอ 20,000บาท แต่น้ำหวานตอบกลับไปว่าไม่มีเงิน มีติดตัวแค่15,000 บาท แต่ก็ไม่สามารถโอนให้ได้เพราะระบบธนาคารตอนนั้นล่ม จากนั้น น้ำหวานไปยืมเงินเพื่อนมาจำนวน5,000บาท แล้วใส่ห่อกระดาษเอาไปให้ตำรวจนายดังกล่าวที่กองปราบปราม หลังจากนั้นก็มีการทวงเงินอีก

ด้าน นาย เดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายความคลายทุกข์ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย  กล่าวว่า จากคลิปเสียงตำรวจหญิงที่ชลบุรี มีการระบุว่าจะนำเงินไปให้ท่าน ซึ่งท่านที่กล่าวอ้างเป็นนายตำรวจระดับสูงหรืออัยการ ก็ต้องมีการสอบสวนทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่อัยการ ถ้าไม่เป็นความจริงอัยการก็ต้องปฏิเสธ เพราะการทุจริตในทุกวันนี้ไม่ใช่แค่วิ่งเต้นในชั้นตำรวจ แต่ยังมีการวิ่งเต้นในชั้นอัยการด้วย

ในกรณีนี้ถือว่าหลักฐานเพียงพอแล้ว เพราะคนจ่ายเงินและคนเรียกรับเงินยืนยันว่าเป็นคลิปเสียงของตัวเอง และตนมองว่าทั้ง 2 คลิปควรจะกันตำรวจ 2 นายที่เรียกรับสินบนไว้เป็นพยาน เพื่อสืบหาว่าเจ้านาย กับอัยการที่กล่าวอ้างนั้นเป็นใคร เพื่อจะได้ดำเนินการเอาผิด เชื่อว่าตำรวจทั้ง 2นายคงไม่ไปเรียกรับเงินเอง ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากทางผู้ใหญ่ ถ้าจับตำรวจ 2นาย ตัวการใหญ่ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

ดูคลิปเต็มได้ที่นี่>>> “ทนายเดชา” แนะ ผู้การฯกองปราบ อยากล้างบาง “รับส่วยเมจิกสกิน” ให้กันตร.ในคลิปเป็นพยาน จัดการคนบงการระดับบิ๊ก

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ