วันนี้ (13 พ.ย.61) นายนิมิตร์ เทียนอุดม อดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพ ให้ความเห็นถึงกรณีผู้ป่วยที่ถูกสาดน้ำกรดว่า โรงพยาบาลที่มีคุณภาพ ควรให้การรักษาไปก่อนโดยไม่ทำให้ผู้ป่วยกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ป่วยฉุกเฉินต้องแจ้งสิทธิว่าตัวเองมีสิทธิการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลไหน เพื่อความคล่องตัวในการประสานงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่ 1 และที่ โรงพยาบาลที่ 2 ในการประสานทำเรื่องเบิกจ่ายไปยังสำนักงานประกันสังคมต่อไป
ส่วนประเด็นที่ผู้ป่วยเข้าไปถึงโรงพยาบาลพระราม 2 แล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจจะไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นที่ตัวเองมีสิทธิประกันสังคมอยู่ เรื่องนี้อดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพ คาดว่า ผู้ป่วยน่าจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการแอดมินที่ค่อนข้างสูง และที่สำคัญโรงพยาบาลไม่ควรอ้างเกณฑ์พิจารณาว่าผู้ป่วยไม่เข้าข่าย “ยูเซป” หรือ ผู้ป่วยวิกฤตในเวลา 72 ชั่วโมง จนทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวล และไม่ขอรับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งแรก
นอกจากนี้ รูปแบบการพิจารณาเรื่องการเก็บเงินค่าบริการ ที่เปลี่ยนจากเดิมยังสร้างความสับสนให้หลายหน่วยงาน เพราะการเก็บเงินแบบเดิม โรงพยาบาลที่ 1 จะประสานไปยังโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีสิทธิประกันสังคม และโรงพยาบาลที่เป็นเจ้าของสิทธิจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่หลังจาก 72 ชั่วโมงแล้วต้องประเมินว่าควรรักษาต่อเนื่อง หรือส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ ซึ่งกรณีการรักษาต่อเนื่องผู้ป่วยอาจต้องสำรองจ่ายเงินก่อนบางส่วน