ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนักการเมืองคนสุดท้าย ที่ถูกถอดถอน จากกรณีถูกกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คืนพาสปอร์ต ให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร แต่การถอดถอนนี้ เกิดขึ้นในยุคของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มาจากการรัฐประหาร เดิมที อำนาจการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นอำนาจของ วุฒิสภา หรือ ส.ว. แต่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้ ส.ว.มีสถานะเป็นสภาพี่เลี้ยง มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย อภิปรายตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และตัดกระบวนการถอดถอน ไปเป็นหน้าที่ของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เท่านั้น
โดยในอดีตที่ผ่านมา การเข้าชื่อให้วุฒิสภาถอดถอน นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มักทำไม่สำเร็จ ทำให้ วุฒิสภา ถูกครหาว่าเป็นที่ฟอกขาวให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐธรรมนูญ 2560 จึงตัดอำนาจส่วนนี้ทิ้งไป แม้ว่า ส.ว. 250 คน จะมาจากการเลือกของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และมีสิทธิ์ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
“หน้าที่ก็ได้ตัดอำนาจการถอดถอนทิ้งไป เพราะไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย ที่ขี้สงสาร มีพรรคพวก ส่วนที่เหลือก็จะมีหน้าที่แต่งตั้งองค์กรอิสระ กลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งกำลังดูอยู่ว่า อาจจะทำให้มีความรวดเร็วขึ้น เพื่อให้มีประสิทธิภาพ” มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แต่ในยุค คสช. ที่ใช้กลไก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ถอดถอนนักการเมือง และตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้วหลายคน ตั้งแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายประชา ประสพดี อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส. นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้กลไกการตรวจสอบนักการเมือง ถูกมอบเป็นหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่จะต้องพิจารณาฐานความผิด ก่อนส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้ถอดถอน
ทั้งนี้แม้รัฐธรรมนูญ จะตัดอำนาจ ส.ว. จากการถอดถอนนักการเมือง แต่การมอบอำนาจให้ ศาล เป็นผู้ชี้ขาด นับว่าเป็นยาแรง เพราะหากถูกถอดถอนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช. โดยนักการเมืองคนนั้น ก็จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตลอดชีวิต
นิกร เลิศพิสิฐฐากูร รายงาน