จากรายงานของ “IPCC” หรือ”คณะกรรมการสากลว่าด้วยเรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลแต่ละประเทศ ยึดมั่นในข้อตกลงปารีส ที่จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้ไม่เกินปี 1.5 องศาเซลเซียส ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ถึงแม้นานาประเทศจะทำได้ ระดับน้ำในมหาสมุทร ก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และภายในปี 2100 ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นในอัตราระหว่าง 0.3 ถึง 0.8 เมตร
ในรายงานยังบอกด้วยว่า พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ เมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ที่ประชากรส่วนใหญ่หรือกว่า 54 เปอร์เซ็นต์ อาศัยอยู่ตามริมฝั่งทะเล
โดย 4 เมืองใหญ่ที่คาดว่ามีโอกาสจะจมลงใต้น้ำได้แก่ กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ นครเซี่ยงไฮ้ของจีน และ กรุงเทพฯ ของเรานี่เอง
เมื่อ 3 ปีก่อน หน่วยงานด้านธรณีวิทยาของไทย เคยออกมาเตือนว่า กรุงเทพจะจมอยู่ใต้น้ำในเวลาอีก 15 ปี แต่สถานการณ์นี้อาจจะเกิดเร็วขึ้น เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ อยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตรเท่านั้น ในขณะที่มีอัตราการทรุดตัวปีละ 2 เซนติเมตร
ปัจจัยหลักที่ทำให้กรุงเทพทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วก็คือ การนำน้ำบาดาลมาใช้ รวมถึงการสร้างตึกสูงในระดับ 20 ชั้นขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ถึง 700 อาคารทั่วกรุง บวกกับอาคารที่สูงระหว่าง 8 ถึง 20 ชั้น ซึ่งมีอยู่อีก 4,000 แห่ง ยิ่งเป็นตัวเร่งให้แผ่นดินทรุดตัวเร็วกว่าที่คาดไว้
ส่วนเมืองอื่นๆที่เหลือเช่น มะนิลา แผ่นดินทรุดตัวในอัตรา 10 เซนติเมตรต่อปี เซี่ยงไฮ้ทรุด 2.6 เมตรนับตั้งแต่ปี 1921 เป็นต้นมา ส่วนกรุงจาการ์ตาอาการจะหนักกว่าเพื่อน เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แผ่นดินทรุดตัวลงไปแล้วถึง 4.3 เมตร
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้