รูปแบบที่แตกต่างไปจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่งผลให้การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถูกตั้งข้อสังเกตในหลายแง่มุม โดยเฉพาะเมื่อพบข้อมูลว่า มีอย่างน้อย 9 จังหวัด ถูกขีดเส้นแบ่งเขตไม่เหมือนกับ 3 รูปแบบที่คนในพื้นที่ได้รับรู้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้คำถามใหญ่จากหลายพรรคการเมืองที่ว่า แท้จริงแล้วอาจการแบ่งเขตอาจมีรูปแบบที่ 4 5 หรือ 6 ซ่อนอยู่หรือไม่ ดูมีน้ำหนักขึ้นมาในเวลานี้
9 จังหวัด ประกอบไปด้วย เชียงราย สุโขทัย นครสวรรค์ มหาสารคาม ยโสธร ชัยนาท สุรินทร์ อุดรธานี และ นครราชสีมา ทุกจังหวัดมีลักษณะคล้ายกัน คือ “อำเภอขนาดใหญ่” ถูกซอยแบ่งย่อยออกเป็นหลายเขตเลือกตั้ง
ยกตัวอย่าง นครราชสีมา อ.เมือง ถูกขีดเส้นแบ่งเป็น 4 เขตเลือกตั้ง หากย้อนดูประวัติการแบ่งเขตในอดีต จะพบว่า การแบ่งเขตจะใช้หลักพื้นที่ติดต่อกัน ส่งผลให้อำเภอขนาดใหญ่ จะไม่ถูกขีดแบ่งและแยกเป็นหลายเขตเลือกตั้งเช่นนี้ หรืออย่างมาก ก็อาจแบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้งเท่านั้น
นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า เชื่อว่า คำอธิบายถึงสาเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจุบันแบ่งเขตเลือกตั้งลักษณะนี้ คือ การใช้เกณฑ์แบ่งตามจำนวนประชากร ไม่ใช่แบ่งตามพื้นที่เหมือนเก่า
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ประกาศออกมา อาจเอื้อประโยชน์ให้กับ บางพรรคการเมืองหรือไม่ อย่างเช่น จ.กาฬสินธุ์ ปี 2554 มีเขตเลือกตั้ง 6 เขต การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จำนวนเขตลดลงเหลือ 5 เขต
พื้นที่ เขต 3 เป็นจุดที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะผลการเลือกตั้งปี 2554 อดีตผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ นาย จำลอง ภูนวนทา แพ้ อดีต ส.ส.จากเพื่อไทย เพียง 5,000 คะแนน แต่ปัจจุบัน นายจำลอง ย้ายไปสัดกัดพรรคพลังประชารัฐ หาก เขาลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจมีโอกาสชนะ เพราะ การแบ่งเขตเลือกตั้งในเขต 3 รอบนี้ ได้เพิ่มพื้นที่ อ.สหัสขันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ใหม่ของผู้สมัครทุกคน หากผู้สมัครรายนี้ คือ นายจำลอง ได้เสียงในเขตนี้ และรวมกับฐานเสียงเดิมที่มีอยู่ ก็มีโอกาสชนะ โดย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และการเมือง นิยามปรากฎการณ์ลักษณะนี้ว่า “การสวิงเขต”
เช่นเดียวกันกับ น.ส.ภัทรา วรามิตร อดีตผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ที่ย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ครั้งก่อนเธอแพ้เลือกตั้งในเขต 5 การเลือกตั้งรอบนี้ เขตนี้ถูกกระจายไปยังพื้นที่อื่น เพราะจ.กาฬสินธุ์ถูกปรับลดเขตเลือกตั้งหากน.ส.ภัทรา จะไปลงสมัครในเขตเลือกตั้ง ที่ 1 จะมีโอกาสชนะเลือกตั้ง เนื่องจากมีฐานเสียงเดิมอยู่แล้ว และ คะแนนที่ อดีตส.ส.เขต 1 เคยชนะเลือกตั้งปี 2554 ทิ้งห่างผู้สมัครอีกคนเพียง 9,000 คะแนน หรือ หากไปแข่งขันในเขต 4 เธอก็จะมีฐานเสียงเดิมส่วนหนึ่งรออยู่แล้ว
แนวทางนี้ ไม่จำเป็นว่า นายจำลอง หรือ น.ส.ภัทรา จะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตัวเอง เพราะในทางปฎิบัติหากคนเหล่านี้ช่วยผู้สมัครหาเสียง ก็อาจมีผลทางการเลือกตั้งไม่ต่างกันมากนัก
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้