วันนี้ (24 ธ.ค.61) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ช่วง 11 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 6,645 ราย เพิ่มขึ้น 6.75 เปอร์เซ็นต์ มีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 183,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.14 เปอร์เซ็นต์ โดยประเภทธุรกิจที่ จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 1,193 ราย ก่อสร้างอาคารทั่วไป 549 ราย และภัตตาคารและร้านอาหาร 283 ราย
ทั้งนี้ ส่งผลให้นิติบุคคลคงอยู่ในพื้นที่อีอีซีในปัจจุบัน มีจำนวน 66,700 ราย ทุนจดทะเบียน 1.83 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจบริการ คิดเป็นสัดส่วน 60.38 เปอร์เซ็นต์ และเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี คิดเป็นสัดส่วน 98.10 เปอร์เซ็นต์
สำหรับการลงทุนของต่างชาติในนามนิติบุคคลไทยในพื้นที่อีอีซี (ถือหุ้นไม่เกิน 49.99 เปอร์เซ็นต์) มีมูลค่าทั้งสิ้น 689,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.63 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยชาวต่างชาติ ที่มาลงทุนในนามนิติบุคคลไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ส่วนสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในนิติบุคคลไทย แบ่งตามจังหวัด มีการลงทุนในจังหวัดระยองสูงสุด รองลงมาเป็นชลบุรีและฉะเชิงเทรา
นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย กล่าวว่า ปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจภาคตะวันออก (จีดีพีภาคตะวันออก) จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1 เปอร์เซ็นต์ หรือจีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 150,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลดีจากการลงทุน ของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่อีอีซี ทั้งโครงการ ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และความชัดเจนในการปรับผังเมืองใหม่ของภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่านักท่องเที่ยวจะมาคึกคักในปีหน้า จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล