ในปี 2557 ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 4.3% ในช่วง 9 เดือนแรก จากนั้นในปี 2561 คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 4.2% ซึ่งไม่นานเกินรอหน่วยงานทางเศรษฐกิจจะมีการประกาศตัวเลขออกมาอย่างชัดเจน ส่วนในปี 2562 มีคาดการณ์กันแล้วว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงเหลือ 4.0% ด้วยปัจจัยส่วนใหญ่มีน้ำหนักไปทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ฝั่งยุโรปการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) สงครามการค้า รวมถึงดอกเบี้ยโลก
ต่อมา มาดูแต่ละด้านว่าเป็นอย่างไร ช่วงปี 2558-2561 ประเทศไทยมีการลงทุนกว่า 539,463 ล้านบาท ในอุตสาหกรรม New S-Curve ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์ ดิจิทัล อากาศยานและโลจิสติกส์ เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่สำคัญ ซึ่งในพื้นที่มีการลงทุนระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบรางเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา 3 ท่าเรือน้ำลึก ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ภาคการท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 57,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีทั้งการพัฒนาด้านการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสกว่า 4.3 ล้านคน ด้านคุณภาพชีวิต ด้านสาธารณสุข การลดความเสี่ยงของประเทศ เช่น การปลดธงแดงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO การประกาศให้ประเทศไทยขึ้นมาอยู่ Tier 2 เรื่องการค้ามนุษย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายและการทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อีกด้วย
ในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดทั้งมวล จุดสำคัญคือ ผลลัพธ์และความต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ ที่จะสามารถทำให้คนไทยหลุดพ้นที่ไม่ใช่เพียงแต่กับดักรายได้ปานกลาง แต่ต้องเป็นความยั่งยืนด้วย ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นคือ 5 ปีที่ผ่านมาใครได้ประโยชน์จากการพัฒนาแล้วบ้าง และจากนี้จะยังพัฒนาต่อไปได้ในทิศทางใด