ต้นสัปดาห์ถูกกลบด้วยข่าวสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีกระแสการเมืองเล็กๆแทรกเข้ามา คือการจะเป็นการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ลงมาประชันวิสัยทัศน์กับนักการเมืองจากพรรคอื่นๆ
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับจาก “พล.อ.ประยุทธ์” และเหล่าบรรดาพรรคพลังประชารัฐ มุมหนึ่งอาจมองว่าตัว “บิ๊กตู่” นั้นหากลงมาดีเบตแล้ว อาจจะสู้กับพรรคอื่นได้ยาก เพราะความที่เป็นคน “ปากไว - พูดเร็ว” และหลายครั้ง “ข้อมูล” ไม่แน่น เมื่อไปเจอกับนักการเมืองคนอื่นที่เขี้ยวลากดินแล้วอาจเสียมากกว่าได้
แถมเมื่อดูกระแสจากการส่ง “มือรอง” ไปในสองสามเวที “พลังประชารัฐ” กลายเป็นตำบลกระสุนตก กลายเป็นเป้าถูกรุมเสียมากกว่าการไปเพื่อดึงคะแนนนิยม เข้าทำนองยิ่งไปยิ่งเสีย
เราจึงเห็นกลยุทธ์ การถอนตัวจากทุกเวทีดีเบตที่มีผู้นำพรรคไปร่วม
และแม้แต่ “ประยุทธ์” ก็ยืนยันชัดเจน โดยอ้างว่า ไม่เห็นความจำเป็นเพราะเป็นเพียงเวที “ประดิดประดอยถ้อยคำ” ไม่มีใครสนใจเนื้อหาเท่าไหร่
เป็นอันคอนเฟิร์มว่าอย่างไรก็ไม่ไป เรื่องราวจึงทำท่าจะจบลง
อย่างไรก็ตามมกระแสลอยมาตามลมว่า “พลังประชารัฐ” นอกจากไม่มั่นใจสถานการณ์การในวง “ดีเบต” แล้ว สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่มั่นใจหนักกว่าคือ การที่จะถูกมองว่านายกฯวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งนั่นอาจนำปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าตามมาในภายหลัง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่รายล้อมชายชื่อ “ประยุทธ์” อาทิการที่มีผู้ไปร้องว่าเขาเข้าข่ายการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่มีคุณสมบัติในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ
แต่ก็มีการออกมาปกป้องโดยองคาพยพจากรัฐบาลรวมถึง “วิษณุ เครืองาม” นักกฎหมายเอกแห่งรัฐบาลที่ตีความว่า “ลุงตู่” ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และถือเป็นข้าราชการการเมือง ส่วน คสช. ก็เป็นเพียงองค์กรชั่วคราวเท่านั้น
เท่านี้ก็พอจะทำให้สังคมงุนงงถึงคำนิยามไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจคือ มี “คนตาดี” ไปเห็นโพรไฟล์ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ใช้ในแฟนเพจ บอกว่าเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ทำให้ชาวเน็ตจับโป๊ะว่านี่ไง แม้แต่เจ้าตัวยังบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
ทำให้เขาหรือทีมงาน ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ เปลี่ยน “คำนิยาม” จาก “เจ้าหน้าที่รัฐ” เป็นบุคคลสาธารณะ แก้ปัญหาแบบลอดช่องเอาดื้อๆ
ผ่านมาถึงกลางสัปดาห์ทุกสายตาจับจ้องไปที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ตำรวจจะนำตัวส่งให้อัยการเพื่อเป็นการส่งฟ้องในกรณีวิพากษ์วิจารณ์ คสช. หลายคนแอบหวั่นว่า “ธนาธร” อาจจะไม่ได้ประกันตัว และมีสิทธิส่งผลให้เขาไม่ได้ไปต่อในฐานะ “นักการเมือง”
แต่ทุกอย่างก็ผ่านไป เพราะอัยการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องฝากขัง เพราะ “ธนาธร” มาแสดงตัวด้วยตัวเอง และนัดฟังคำสั่งคดี ในวันที่ 26 มี.ค.
หลังวันเลือกตั้ง 2 วัน นี่จึงอาจเป็นจุดที่ต้องจับตาอีกครั้ง
ขณะที่ช่วงบ่าย “ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็ได้นัดฟังคำวินิจฉัยในคดียุบพรรค “ไทยรักษาชาติ” ในวันที่ 7 มี.ค. 2562
งานนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์ หลายคนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่ายังไงคงรอดยาก แต่อยากดูว่าคำสั่งศาลจะออกมาหรือใช้กฎหมายข้อไหน เพราะนักกฎหมายหลายคนฟันธงว่า ถ้าเอาตามข้อกฎหมายก็ยุบยาก แต่เรื่องนี้อาจจะมีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย
และช่วงปลายสัปดาห์ในวันพฤหัสบดีจู่ๆ “ลุงตู่” ผู้แข็งแรงก็ลาป่วย โดยมีคำชี้แจงจากรองโฆษกรัฐบาลว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ไปตรวจร่างกาย
และในบ่ายวันศุกร์ พรรคพลังประชารัฐ ก็ออกมาแถลงว่า กกต. ตอบคำถมของพวกเขาแล้ว่า “ประยุทธ์” สามารถช่วยพรรคหาเสียงได้ ทำให้จากนี้ เราคงได้เห็นเขาในมาดนักการเมืองเต็มตัว โดยคาดว่าเวที่แรกที่เขาจะขึ้นปราศรัยคือ “โคราชบ้านเกิด” ในวันที่ 10 มี.ค. ที่จะถึงนี้
หลายคนแอบหยิกว่าไปตรวจร่างกายเพื่อความพร้อมในการลงพื้นที่หรือไม่ ?
เมื่อสัปดาห์นี้เริ่มต้นที่ปมดีเบต ก็จบที่ปมดีเบต เมื่อ “อรวรรณ ชูดี” ผู้ดำเนินรายการดีเบตของช่องโมเดิร์นไนน์ ออกมาเปิดเผยว่าเธอถูกปลดจากการเป็นผู้ดำเนินรายการ
เหตุผลก็เป็นเรื่องการจัด “ดีเบต” เรื่องคนรุ่นใหม่ โดยในรายการมีความพยายามทำเป็นรูปแบบเกมโชว์ มีการนำนักศึกษา 100 คนมาร่วมรายการในห้องส่งและตอบคำถาม
ชะรอยคำตอบที่ออกมาจะขัดใจหลายคนไม่น้อย เพราะคะแนนเทไปทางเดียว เช่นมีคนไม่เห็นด้วยที่ประยุทธ์จะไม่ร่วมดีเบตถึง 94 เสียง ไม่เห็นด้วยที่ให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายก 99 เสียง ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถึง 98 เสียง และไม่เห็นด้วยกับการปกครองประชาธิปไตยครึ่งใบ 83 เสียง
ทำให้มีใครบางคนมองว่าไม่เป็นกลางและสั่ง “ปลด” แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมามีมากมาย เพราะเป็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน
ยิ่งไปกว่านั้นเป้าจึงตกไปที่ประธานบอร์ด อสมท. ที่ปัจจุบันเป็น ตท.15 รุ่นเดียวกับ “ประยุทธ์”
งานนี้กระแสสังคมกดดันไม่น้อย ต้องดูว่าที่สุดแล้ว “โมเดิร์นไนน์” จะถอยหรือ มีคำชี้แจงอย่างไร
ถ้ามองกันตรงๆ อาจถึงคราวต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่เขาคิดอย่างไร และหาทางแก้ไข การยึดเอาอำนาจรัฐเป็นที่พึ่งแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านๆมา อาจทำได้เพียงหลงระเริงกับภาพลวงตา การยอมรับความจริงต่างหากที่จะทำให้แก้ปัญหาได้
สัปดาห์หน้าแรงกดดันจึงจะยิ่งส่งตรงไปถึง “ประยุทธ์” และพลังประชารัฐมากยิ่งขึ้น ยิ่งหากมีการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเรื่องดีและ “งานง่ายขึ้น” สำหรับพลังประชารัฐ
หากในอีกทางอาจเกิด “แนวร่วมมุมกลับ” คะแนนสงสารเทไปอีกทาง เพราะมีการวิเคราะห์ว่าต่อให้ “ไทยรักษาชาติ” ถูกยุบคะแนนก็ไม่ไหลไปพลังประชารัฐหรือเครือข่าย และยิ่งจะเป็นการเรียกคนให้ออกมาลงคะแนนมากยิ่งขึ้น
ไม่เป็นผลดีต่อใครบางคนแน่ๆ งานนี้เกมต้องแก้กันแบบช็อตต่อช็อต