เปาเป็นเด็กจังหวัดมุกดาหารแม่เย็บผ้า พ่อทำงานโรงงาน หลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่จังหวัดขอนแก่น จึงสอบเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่ ปี 4 วิศวกรรมระบบควบคุม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พร้อมๆกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบรามคำแหง
จุดเริ่มต้นการทำพิซซ่าเวียดนามของ เปา เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนชาวเวียดนามซึ่งทำงานที่ผับแห่งหนึ่งทำให้ลองชิมจึงเกิดไอเดียอยากลองทำขายเพราะการทำงานกลางคืนไปเรื่อยๆ อาจส่งผลต่อการเรียนในอนาคต จึงเริ่มหัดทำด้วยการดัดแปลงสูตรให้เข้ากับปากของคนไทยและเพิ่มมูลค่าของพิซซ่าเวียดนาม เปาใช้วิธีใส่ไส้หลากหลาย เช่น ปูอัด ไส้กรอก ทะเล ท็อปปิ้งต่างๆ ต่างจากของต้นฉบับที่มีเพียงไข่กับผัก
เปาแบ่งเงินจากเงินเก็บที่มีอยู่ 8,700 บาท ออกมาเป็นต้นทุน 3,000 บาท โดยใช้จักรยานของตัวเองดัดแปลงวางเตาถ่านและเปิดขายที่แรกที่หน้าคณะเมื่อได้ผลตอบรับดีจึงเริ่มขยับขยาย จนปัจจุบันขายเป็นโต๊ะเล็กๆ อยู่ซอย ลาดกระบัง 52/1 เขตลาดกระบังชื่อร้าน “ชายเดี่ยวพิซซ่าเวียดนาม” ซึ่งมีที่มาจากการที่เขาเป็นคนเงียบๆ ชอบทำอะไรคนเดียว เพื่อนๆจึงเรียกเขาว่า “ชายเดี่ยว” ส่วนสไตล์การแต่งตัวเพื่อให้สมจริงเปาจะสวมหมวกที่เรียกว่า หมู่โก๋ย (Mũ cối) มาพร้อมจักรยานคู่ใจ
“เราไปเอาของเมืองเวียดนามเขามา เราก็เลยต้องแต่งตัวตามสไตล์ของเมืองเวียดนามด้วย ซึ่งมันก็เป็นสไตล์ของผมด้วยเหมือนกัน เป็นเอกลักษณ์อย่างนี้ ใช้จักรยานก็เพราะว่ามันเป็นความโบราณแล้วผมก็ชอบอย่างนี้”
ในทุกๆเช้าก่อนไปเรียน เปาจะมาจ่ายตลาดด้วยคต้นเอง เลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ ก่อนที่จะกลับไปเตรียมของบางส่วนไว้แล้วจึงขี่จักรยานไปเรียน จากนั้นช่วงเย็นประมาณ 17:30 น. จึงกลับมาเปิดร้าน
“ ไปซื้อเองทุกวัน บางอย่างที่ต้องไปซื้ออยู่ที่แบบว่าสามารถแช่ตู้เย็นได้ก็ซื้อประมาณสักสต๊อกไว้วัน 2 วันครับ ประมาณนี้ครับ ส่วนพวกหมูหรือว่าพวกต้นหอมอะไรก็ต้องซื้อวันต่อวันเพื่อความสดใหม่ซื้อมาแล้วเราก็มาเตรียมไว้บางส่วนในตอนเช้า แล้วก็ประมาณสัก 8 โมง ก็จะอาบน้ำไปเรียนหนังสือแล้ว คือตอนเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 วิชาเรียนก็จะเหลือน้อยตัว เราก็เลยมีเวลามาทำตรงนี้ได้ครับ”
“ถ้าวันไหนแบบทำติดต่อกันเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกเหนื่อยล้าก็อาจจะต้องพักผ่อนหาวันพักบ้าง เพื่อแบบว่าถ้าเราลงขายโดยที่สุขภาพเราไม่โอเค อาจจะทำให้พิซซ่านั้นไม่อร่อยได้”
ปัจจุบันเปาไม่ต้องขอเงินจากทางบ้าน เขาสามารถส่งตัวเองเรียนได้และมีเงินเหลืองเพียงพอที่จะส่งกลับไปให้แม่ ถามว่าเหนื่อยหรือไม่เปาตอบว่า“ เหนื่อยมันก็มีนิดหน่อยครับ” แต่เขากลับมองว่าความเหนื่อยในวัย 20 ต้น (ปัจจุบันอายุ 23 ปี) เป็นช่วงที่สนุกและค้นหาตัวเองจึงอยากทำให้เต็มที่ที่สำคัญเขาพร้อมที่จะนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งวิศวกรรมศาสตร์และนิติศาสตร์ต่อยอด “ชายเดี่ยวพิซซ่าเวียดนาม”
“ ผมก็วางแผนไว้ว่าจะเรียนเอาความรู้ทางด้านวิศวะ เรื่องการควบคุม เรื่องการควบคุมอุณหภูมิพิซซ่า แล้วก็อยากจะทำพิซซ่าแช่แข็งได้ เพื่อที่จะว่าจะได้ป้อนเข้าไปในระดับอุตสาหกรรมได้ครับ ก็คือถ้ามันเป็นไปอย่างนั้นได้ ก็จะเจอพิซซ่าเวียดนามในซูเปอร์มาร์เก็ตได้เลย คนเข้าก็จะได้ไปซื้อมาโดยที่ไม่ต้องมาต่อแถว ต่อคิวยาวอย่างนี้ ไปซื้อมาแล้วก็เอาไปอุ่นไมโครเวฟ แล้วก็กินได้ทันทีเลยจะได้มีความสะดวกกว่าเรื่องกฎหมายมาก็เพื่อว่าเผื่อทำธุรกิจที่แบบว่าทำพิซซ่าเวียดนามให้มันมีรูปแบบ มีขยายขึ้นไปเราอาจจะต้องมีความรู้ทางธุรกิจด้วย ทางด้านกฎหมายด้วย เพื่อเอามาใช้ในธุรกิจของเรา”
ก้าวต่อไปของเปาคือกำลังทำแฟรนไชส์โดยกำลังปรึกษากับผู้ใหญ่ใจดีซึ่งคาดว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
ชีวิตนี้ที่ “ท้อ” ไม่ได้และต้องมีอายุยืนเพราะทุกอุปสรรคเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาล้วนเป็นโจทย์ที่เปาต้องแก้ให้ได้
”เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาเป็นบททดสอบเรื่องราวชีวิตให้เราแบบแก้ปัญหามันไปดีกว่า ให้มองว่าเป็นอย่างนี้ คือทุกชีวิตเรามีมาก็เหมือนกับว่ามีโจทย์เข้ามา เราก็ต้องแก้โจทย์ปัญหานั้นให้แบบว่าให้มันผ่านไปได้ คือถ้าเรา เราอย่าไปท้อแท้หรืออย่าไปคิดอะไรคิดสั้นที่จะจบชีวิตตัวเองนะ คือชีวิตเรายังมีตลอดว่าเราต้องอายุยืนเพื่อแบบว่าเรา ถ้าเรามีอายุยืนแล้วเรามีความรู้ เราอาจจะสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ก็ได้ครับ”
เปาทิ้งท้ายว่า...เขาอยากไปเวียดนามสักครั้งในชีวิตเพื่อไปเรียนรู้อาหารอีกหลายๆประเภทมาต่อยอดจำหน่ายในเมืองไทยเหมือน “ชายเดี่ยวพิซซ่าเวียดนาม”
“ ผมคิดว่ามีอาหารเวียดนามหลายประเภทที่รสชาติหน้าจะเอามาปรับให้เข้ากับรสชาติของคนไทย และอร่อยได้ ที่แบบว่ายังไม่ได้ถูกนำเข้ามาในเมืองไทย ”
ทุกย่างก้าวของ “เปา ชายเดี่ยว พิซซ่าเวียดนาม”
คือเรื่องราวที่เข้ามา “ทดสอบชีวิต”
สิ่งที่ต้องทำคือ “แก้โจทย์ชีวิตให้มันผ่านไป”