เทศกาลหนังสือฤดูหนาว หรือ Winter Book Fest 2020 ที่ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเปิดตัวไปตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ตอกย้ำความสนใจเรื่องการบ้านการเมืองในกลุ่มเยาวชน เห็นได้จากอมตะนิยายบางเล่ม แม้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแต่ก็ถูกซื้อหาจนหมดตั้งแต่วันแรก ปรากฏการณ์นี้บอกอะไรกับเรา
ท่ามกลางหนังสือหลากหลายประเภทที่ตั้งวางเรียงรายภายในงานเทศกาลหนังสือฤดูหนาว Winter Book Fest 2020 หนังสือที่ผู้เข้าร่วมงานมักแวะเวียนมาเปิดดูเนื้อหาและเลือกซื้อจนคนแน่นบูธ คือหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดทางการเมือง และประวัติศาสตร์การเมือง ที่น่าสนใจคือคนที่มาเลือกซื้อหนังสือประเภทนี้ไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นนักวิชาการ แต่ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน
“บูธของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันถือเป็นหนึ่งในบูธที่ได้รับความสนใจ มีเยาวชนเข้ามาซื้อหาหนังสือการเมืองอย่างไม่ขาดสาย สะท้อนถึงความสนใจของเด็กรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในเรื่องการเมืองมากขึ้น”
“มาดูหนังสือแนวสังคมการเมืองค่ะ เพราะว่าเห็นโปรของสำนักพิมพ์ 3 เล่ม 1,000 บาท เป็นหนังสือของ อ.ประจักษ์ ค่ะ (ทำไมถึงสนใจหนังสือด้านนี้คะ) เพราะช่วงนี้มีมูฟเม้นต์ของขบวนการทางการเมือง อยากศึกษาว่าขบวนการทางการเมืองในอดีตมีวิวัฒนาการ มีพลวัตรอย่างไร”
“ได้หนังสือกลับมาเล่มหนึ่งครับ ประมาณว่าประชาธิปไตยมันดีอย่างไร ทำไมต้องมีประชาธิปไตยในประเทศนี้ครับ (Why So Democracy ใช่ไหมคะ) ใช่ครับ (ทำไมถึงเลือกหนังสือเล่มนี้คะ) จริง ๆ ก็เดินดูอยู่นานว่าจะเอาอะไรดี แต่เอาอันนี้มันดูตอบเหตุผลว่าทำไมสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทำไมต้องยึดมั่นในหลักแนวคิดแบบนี้ครับ”
“(ปีนี้ความสนใจในหนังสือการเมืองมากแบบเห็นได้ชัดกว่าปีก่อน ๆ ไหมคะ) ก็เห็นได้ชัดว่าเด็กสนใจมากกว่าเมื่อปีก่อน ๆ ก็อาจจะเกี่ยวเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองบ้าง ม็อบบ้าง ทำให้เด็กเขาสนใจ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับที่เขาสนใจประวัติศาสตร์ตัวเรา ดีกว่าให้เขาไปสนใจประวัติศาสตร์ที่อื่น
(ฟีดแบ็กจากสำนักพิมพ์ ยอดขายวันนี้หนังสือการเมืองเป็นอย่างไรบ้างคะ) เท่าที่เดินดูเมื่อกี้ทุกคนก็โอเคครับ มีบางบูธ เพียงแค่นิยายการเมืองซึ่งถอยหลังไปช่วยประมาณปี 2480 เศษ เช่น นิยายเรื่อง ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่มติชนจัดพิมพ์ เมื่อเช้านี้มาหมดแต่เช้า ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่นิยายนะ”
มุมมองของ สฤณี อาชวานันทกุล นักแปล นักเขียน และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาเรื่อง “ความตื่นตัวของหนังสือว่าด้วยสังคม-การเมืองไทยในเยาวชน” ในวันเปิดงาน มองปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง อีกปัจจัยคือตำราเรียนที่ตอบข้อสงสัยบางอย่างของพวกเขาไม่ได้
“คือคิดว่าธรรมชาติของเด็ก ๆ เป็นวัยที่อยากรู้คำตอบ อยากหาคำตอบอยู่แล้ว เป็นวัยที่ช่างสงสัยอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เขาสงสัย พอเหมือนกับไม่ได้รับคำตอบ หรือว่าผู้ใหญ่จะตัดบท บางทีผู้ใหญ่ก็บอกว่าเรื่องนี้ถามไปทำไม หรือพอถามก็บอกว่าชังชาติ ถามก็บอกว่าจาบจ้วง มันก็ยิ่งเป็นปฏิกิริยา ทำให้เขาอยากจะอ่านเพื่อจะหาคำตอบ เพื่อที่จะมายืนยันหรือว่ามาตรวจเช็คกับสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร”
สฤณี ยังเห็นว่าเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลทางการเมืองมากขึ้น เห็นได้ชัดในทวิตเตอร์ เริ่มมีการโพสต์ข้อมูลสรุปเนื้อหาจากหนังสือ และเทรนด์นี้ดูจะขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ เพราะยิ่งเนื้อหาถูกปิดกั้นเท่าไหร่ ความสงสัยก็ยิ่งมีมากขึ้น