สวรรค์เลยครับ ทั้งแสงก็สวย ตัวแร้งก็ Action ดี ถือว่าโอเค พอใจครับ พอใจมาก : ความรู้สึกของ สุวัตร จันทร์เพ็ง ช่างภาพถ่ายธรรมชาติอิสระและเจ้าของเพจเจ้าของเพจ WRATFREEMAN ซึ่งคงไม่ต่างจากอีก 10 กว่าชีวิตที่นั่งรอนาทีสำคัญอยู่ในบังไพร นาทีที่อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยบินโฉบจากฟ้าลงมาจิกทึ้งอาหารเบื้องล่างอยู่นานกว่า 10 นาที
การเดินทางมาส่องและเก็บภาพอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยลงมากินอาหารนั้น มาไม่ยากเพราะไม่ไกลจากรุงเทพฯ มากนัก ขับรถมาเพียง 4 ชั่วโมงกว่าก็ถึงจุดหมาย ดงเหยี่ยวดำทุ่งใหญ่ปากพลี จ.นครนายก
แต่สิ่งที่ยากและคาดเดาไม่ได้เลยคือ “วันนี้แร้งจะลงมาให้ได้เห็นหรือไม่” พื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่ราว 1,500 ไร่ เปรียบเสมือน “ภัตตาคารของนกนักล่าเหยื่อ” ที่อพยพหนีนาวมาจากไซบีเรีย ทิเบต จีน และมาแวะพักกินอาหารระหว่างทาง จากปี 2552 มีอยู่หลักสิบตัว ปัจจุบันมีทั้งเหยี่ยว อินทรี หลายพันต่อตัวปี และในปี 2562 เริ่มปรากฏ “อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยจากทิเบต” มาร่วมวงกินอาหารด้วย แต่มาติดต่อกันเกือบทุกปีในช่วงเดือน ม.ค.ถึง มี.ค. (ปี 2565 พบครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 ม.ค.)
วันที่ 9 ก.พ. 2565 เป็นวันที่ทีมข่าวลงพื้นที่ ดงเหยี่ยวดำทุ่งใหญ่ปากพลี จ.นครนายก เฝ้าดูการเดินทางของอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยว่าจะลงมากินซากอาหารที่ชาวบ้านเตรียมไว้หรือไม่ จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ก็ปรากฏตัวขึ้นบนน่านฟ้า แต่โชคไม่เข้าข้างนัก เพราะทุกครั้งที่อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ลดระดับลงยังซากอาหาร อินทรีและเหยี่ยวหลายตัวเข้าโจมตีจนต้องล่าถอยไป และวันนั้นก็ไม่สามารถลงกินอาหารได้
วันที่ 11 ก.พ. 2565 ทีมข่าวเดินทางลงพื้นที่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เข้าไปยังจุดบังตา จุดที่สร้างไว้สำหรับให้ช่างภาพมาเก็บภาพ นาทีที่ อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ลงกินซากอาหาร พร้อมกับช่างภาพอีกกว่า 10 ชีวิต ซึ่งพวกเขาเฝ้ารอมาแล้ว 2-3 วัน
จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.20 น. แร้งสีน้ำตาลหิมาลัยวัยหนุ่ม โฉบลงมายังกองซาก ชะเง้อมองรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนก้มลงฉีกทึ้งซากควายอย่างหิวโหย พร้อมๆ กับเสียงของชัตเตอร์รัวดัง
สตรอว์เบอร์รีอิสราเอลทุบสถิติหนักที่สุดในโลก
ผมเองไม่เคยเห็น อยากมาเห็นแร้งจริงๆ ก็รู้ว่าที่นี่มี ครั้งแรกที่มาที่นี่ก็อยู่ทางถนนได้ภาพในขณะบิน แล้วก็อยากถ่ายภาพพื้นดินเมื่อวันพุธ (9 ก.พ.) ไม่เจอยังไงก็ไม่ได้ มาบิน มาวน ไม่ลง จนวันศุกร์นี้ (11 ก.พ.) ในใจมั่นใจว่าได้แน่ จากวันพุธไม่ลง พฤหัสบดี ไม่ลง ก็ 2 วัน แร้งไม่ได้กินอะไร วันนี้ต้องมากินแน่นอน ก็อย่างที่ทุกคนเห็นวันนี้ก็ลงจริงๆ และก็ลงอย่างสวยงาม และทุกคนได้ภาพ : สมศักดิ์ บุญสมบัติ นักถ่ายภาพนก บอกความรู้สึกหลังมาแล้ว 2 วันแต่ไม่เจอ
เช่นเดียวกับ ปุ๊ นักถ่ายภาพนกอิสระที่พลาดไปแล้ว 1 ครั้ง และวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ บอกพร้อมกับโชว์ 2 ช็อตเด็ด ให้ดู ทุกคนรวมผมตั้งใจว่า เขาลงตรงไหน สตาฟส่งสัญญาณว่าถ่ายได้แล้ว เพราะต้องมีกฎกติกาในการถ่าย เนื่องจากแร้งเป็นสัตว์ที่ระแวงมาก
สำหรับ การเดินทางของอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยซึ่งอพยพหนีความหนาวมาจากทิเบต จีน หรือ เนปาล เข้ามายังประเทศไทย และแวะพักกินอาหารที่ดงเหยี่ยวดำทุ่งใหญ่ปากพลี จ.นครนายก พื้นที่ที่ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นแหล่งอาหารของนกนักล่าหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งเหยี่ยว อินทรี
นายสิทธิชัย อิ่มจิตร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก เขต 1 บอกว่า จุดเริ่มจากเหยี่ยวอพยพมาที่ทุ่งใหญ่ปากพลี ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวนาปีเมื่อชาวนาหรือเกษตรกรเกี่ยวข้าวแล้วจะวิดบ่อปลาเพื่อนำปลาไปแปรรูป เหลือหัวปลานำมาทิ้ง จึงแนะนำให้เอามาทิ้งให้เป็นอาหารนกเหยี่ยวอพยพ ตั้งแต่ปี 2549-2550 และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเหยี่ยวอพยพมาก็เริ่มมีอินทรีมาเกือบร้อยตัวหลายสายพันธุ์
อุตุฯ เตือนไทยอากาศแปรปรวน เจอพายุฝน 18-21 ก.พ. ก่อนอุณภูมิลดฮวบ 4-6 องศา
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่ายูคาลิปตัส ที่ชาวบ้านปลูกไว้เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกและประชาชนก็ใช้สอยร่วมกัน เช่น หาปู หาปลา ในฤดูน้ำหลาก เลี้ยงวัว เลี้ยงควายอยู่ในทุ่งนี้ เมื่อมีนกต่างๆ เข้ามา มากมายซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านยังไม่รู้จัก พอเริ่มมี นักท่องเที่ยวเข้ามา นักวิจัย ถ่ายภาพ เริ่มอพยพ เริ่มเข้ามาดูนกอพยพ และมาสอนให้ชาวบ้านรู้จักชนิดของนกต่างๆ เห็นพฤติกรรมของนก คือ ไม่เข้าไปรบกวนชาวบ้านในชุมชน ช่วยปราบประชากรหนูนาที่ชอบกัดกิตชนต้นข้าว ซึ่งเป็นอาหารของนกนักล่า จึงอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน
นอกจากนั้น ชาวบ้านจะดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและดูแลการเข้าไปรบกวนนกที่อพยพเข้ามาซึ่งการดูนกจะดูได้ตั้งแต่ช่วงเช้า (รุ่งสาง) ไปจนถึง 09.00 น.นกจะออกไปหากิน และจะกลับมาอีกที 16.00 น. ซึ่งช่วง 16.00 น. ชาวบ้านจะไม่ให้มีนักถ่ายภาพเข้าไปเก็บภาพในป่า แต่ให้ถ่ายภาพได้เฉพาะบริเวณถนนรอบนอกเท่านั้น โดยใช้รถยนต์วนได้ในระยะ 8.5 กิโลเมตรที่สามารถถ่ายได้ โดยสามารถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายได้เลย
พบกบลำธารชนิดใหม่ของโลกที่เมียนมา บ่งชี้ระบบนิเวศยังสมบูรณ์
ในส่วนของการดูอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย มีกฏกติกาโดยเฉพาะกรณีที่ต้องการเข้าไปเก็บภาพภายในบังตา จุดที่ทำไว้สำหรับนักถ่ายภาพเพื่อต้องการเก็บภาพ อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ขณะลงมากินซากอาหาร ซึ่งต้องเข้าถึงจุดที่กำหนดประมาณ 08.00 น.เพื่อรออีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยซึ่งอาจจะเริ่มมาบินวนรอบพื้นที่ช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. โดยใช้ระยะเวลา 2-4 ชั่วโมง เนื่องจากอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยมีความระแวงสูงมาก และช่วงเวลาที่อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยกำลังบินในจุดต่ำผู้ที่อยู่ในบังไพรจะต้องไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การเคลื่อนกล้องหรือเลนส์ เพื่อไม่ให้อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยตกใจ จากนั้นเมื่ออีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยก้มลงกินอาหารจึงจะสามารถถ่ายภาพได้
ร.อ.ชำนาญ แผ่นทอง หนึ่งในทีมถ่ายภาพดูนก ยอมรับว่า การถ่ายภาพอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2565 นั้นเป็นช่วงที่ดีที่สุด เยี่ยมที่สุดตั้งแต่ ติดตามการอพยพของอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยในพื้นที่แห่งนี้มาหลายปี ซึ่งการที่จุดนี้เป็นที่ ต้องยกให้กับชุมชนปากพลี ที่มีการจัดการเรื่องการให้อาหาร และบริเวณรอบๆ ดงป่าเหยี่ยว ซึ่งเมื่อปี 2552 ถนนหนทางจะแคบ และเป็นหลุมบ่อ พบว่ามีเหยี่ยวดำประมาณ 20 ตัว จากนั้นมีอินทรี เข้ามา จาก 20 ตัว จนถึงหลักพันตัว อินทรีจาก 2-3 ตัวก็เพิ่มมาเป็น 50 ตัว จนมีอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยเข้ามาในปี 2562 ซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนในการป้องกันพื้นที่ไม่ให้ใครเข้ามาจับหรือรบกวนนกทุกชนิด ซึ่ง นกเหล่านี้หากถูกรบกวนแล้วพวกเขาจะไม่กลับมาอีกเลย
สำหรับ ดงเหยี่ยวดำทุ่งใหญ่ปากพลี อ.ปากพลี จ. นครนายก มีพื้นที่ 1,500 ไร่ ถูกยกให้เป็น “ภัตรคารของนกนักล่า” ที่อพยพมาจากแดนไกลหลายพันชีวิตทุกปี รวมถึงนกพื้นถิ่น เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์พร้อมรอต้อนรับเหล่าปักษาล่าเนื้อให้มาเยือนในทุกๆ ปี