หากดูตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จะเห็นว่ามีน้ำไหลเข้าอ่าง 88.18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บอยู่ที่ 2,086.63 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 85.82 แต่เขื่อนสามารถรองรับน้ำได้เต็มความจุที่ 2,431.30 ล้านลูกบาศก์เมตร หมายความว่าเขื่อนยังสามารถรับน้ำได้อีก 344.67 ล้านลูกบาศก์เมตร
ซึ่งก็เป็นคำถามว่า ปริมาณฝนที่คาดการณ์ว่าจะตก จากอิทธิพลของพายุโนรู นั้น จะไหลลงที่เขื่อนอุบลรัตน์มากน้อยแค่ไหน
และเขื่อนจะสามารถรองรับน้ำฝนที่ไหลผ่านมากน้อยแค่ไหน เพราะหากดูจากตัวเลขการระบายน้ำตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ มีการปล่อยน้ำออกจากสปริลเวย์ วันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เขื่อนมีการระบายออกน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามา
ตามคาดการณ์อิทธิพลของ “พายุโนรู” น่าจะทำให้น้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์เพิ่มขึ้น วันนี้ทำให้ทางเขื่อนมีมติเพิ่มการระบายน้ำอีกวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมระบายวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็น 27 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่จะไม่เกินวันละ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร
ผลการปรับเพิ่มการระบายน้ำครั้งนี้ ก็จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแม่น้ำพอง ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำพองก็สูงอยู่แล้ว
โดยจุดแรกที่รองรับน้ำจากตัวเขื่อนอุบลรัตน์ คือ พื้นที่อำเภอน้ำพอง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 วัน น้ำจากตัวเขื่อนจะไหลลงมาที่ บ้านท่าเม่า อ.น้ำพอง
อีกจุดที่มีความน่ากังวล ก็คือจุดที่น้ำพอง ไหลลงสมทบกันแม่น้ำชี บริเวณตำบลบึงเนียม อำเภอเมืองขอนแก่น ก็อาจจะยิ่งทำให้มีน้ำล้นตลิ่งเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบัน ลำน้ำชีก็เพิ่มสูงต่อเนื่อง
และจุดสุดท้ายที่ปริมาณน้ำทั้งหมดจะไหลไปยังห้วยพระคือ ซึ่งเป็นปลายน้ำออกไปยังจังหวัดมหาสารคาม แต่จุดนี้ถือเป็นจุดอ่อนของเมืองขอนแก่น เพราะเป็นเพียงแนวคันดินกั้นน้ำ หากมีฝนตกต่อเนื่องแนวคันดินบางจุดมักจะเกิดการทรุดตัวได้ แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่เป็นอุปสรรค์ของการระบายน้ำในตัวเมืองขอนแก่น ก็คือแหล่งรองรับน้ำ ทั้งตามลำคลอง บึงต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนแก้มลิง มีน้ำเต็มระบบหมดแล้ว ทำให้การระบายน้ำที่มีในตอนนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับ “พายุโนรู” ที่กำลังจะมาถึงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย.