จับตาเลือกตั้งครั้งใหญ่มาเล คนรุ่นใหม่เป็นตัวชี้ผลแพ้ชนะ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จับตาดูการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของมาเลเซีย ครั้งแรกที่คนรุ่นใหม่จะเป็นตัวชี้ผลแพ้ชนะ หลังแก้ รธน.ให้คนอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ศึกนี้อาจยังไม่จบ หลังโพลสำรวจชี้ให้เห็นว่าไม่มีกลุ่มใดกำชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาประชาชนชาวมาเลเซียเริ่มออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไป โดยพื้นที่ทั้งหมดของมาเลเซียตะวันตกได้เริ่มเปิดให้ลงคะแนนได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น.และจะทยอยปิดหีบเป็นช่วงเวลา ตั้งแต่หลัง 12.00 น. ไปจนถึง 18.00 น.

ขณะที่พื้นที่มาเลเซียตะวันออกที่ประกอบไปด้วยรัฐซาบาห์ รัฐซาราวัค และ ดินแดนลา-บวน เริ่มเปิดหีบไปตั้งแต่เวลา 07.30 น. แล้ว และจะทยอยปิดหีบตั้งแต่เวลา 11.30 น.ไปจนถึง 17.30 น.

ถึงแม้การเลือกตั้งของมาเลเซียในวันนี้จะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ แต่บรรยากาศการหาเสียงไม่คึกคัก เนื่องจากจัดขึ้นในระหว่างฤดูมรสุมปลายปีซึ่งมีฝนตกหนักต่อเนื่อง

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรี อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ประกาศยุบรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากเขาดำรงตำแหน่งผู้นำได้เพียง 14 เดือนเท่านั้น

การยุบสภาเกิดขึ้น หลังจากนายกฯ อิสมาอิลถูกกดดันจากพรรคของตนเองนั่นคือ พรรคอัมโน (UMNO) ส่งผลให้มาเลเซียต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นก่อนกำหนดการเดิม ที่รัฐบาลจะหมดวาระในเดือนกันยายนปีหน้า

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่นี้เป็นการแข่งขันชิงเก้าอี้ในสภาทั้งหมด จะมีการชิงชัยเก้าอี้จำนวนทั้งสิ้น 222 ที่นั่ง ซึ่งหากกลุ่มการเมืองใดได้จำนวนที่นั่งขั้นต่ำถึง 112 ที่นั่ง ก็จะเป็นฝ่ายได้ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ และจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันของกลุ่มการเมือง 3 ขั้วหรือ 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ หรือ บาริซาน นาซิอองนาล หรือ BN กลุ่มนี้มีพรรคการเมืองหลักคือ พรรคอัมโน

ปัจจุบันผู้นำของกลุ่มนี้คือ อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี (Ahmad Zahid Hamidi) ซึ่งมีรายงานว่าเป็นผู้กดดันให้นายกรัฐมนตรีอิสมาอิลต้องยุบสภา

อัมโน เป็นพรรคเก่าแก่ ปกครองมาเลเซียนับตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อปี 1957 ผู้นำของมาเลเซียแทบทุกคนมาจากพรรคนี้ รวมถึงมหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลและผู้ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด นั่นก็คือช่วงระหว่างปี 1981-2003 และนำพาพรรคอัมโนเข้าสู่ยุคทอง

อย่างไรก็ตาม พรรคอัมโนเริ่มตกต่ำลงในยุคของ นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรี จากเรื่องอื้อฉาวกรณีกองทุน 1MDB

1MDB หรือ 1Malaysia Development Berhad ก่อตั้งเมื่อปี 2008 โดยนาจิบ ราซัค ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน และนำไปต่อยอดความมั่งคั่งทำกำไรปทนที่จะเก็บไว้ในคลัง

อย่างไรก็ตามผลประกอบการที่ออกมา กองทุนนี้ขาดทุนมหาศาล และเมื่อสื่อต่างชาติขุดคุ้ยหาความจริง ก็พบกับการคอรัปชั่นและการฟอกเงินที่ใหญ่ที่สุดกรณีหนึ่งของโลก

ข้อกล่าวหาหลักคือ เงินจากกองทุน 1MDB กว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2 หมื่น 5 พันล้านบาท ถูกโอนจากบริษัทแห่งหนึ่งบนเกาะบริติช เวอร์จิน เข้าบัญชีของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก

นอกจากนี้ยังมีเงินที่ไม่มีที่มาที่ไปอีกกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 125,000 ล้านบาทถูกฟอกไปอยู่ในรูปของเครื่องเพชรและอพาร์ทเมนท์หรูหราหลายแห่งทั่วโลก เงินบางส่วนถูกนำไปเป็นทุนสร้างหนังฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง The Wolf of Wall Street ที่นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดังอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มพันธมิตรแห่งความหวังหรือ ปากาตัน ฮาราปัน (Pakatan Harapan) หรือ PH

ปัจจุบันนำโดยอันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรค PKR (People’s Justice Party) นักการเมืองที่เจนสนามที่สุดคนหนึ่งของของมาเลเซีย

ปากาตัน ฮาราปัน เริ่มก่อตั้งจากการจับมือกันของอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของประเทศอย่างมหาเธร์ โมฮัมหมัดและอันวาร์ อิบราฮิม ในช่วง 30 ปีที่โลดแล่นทางการเมืองทั้งคู่เป็นทั้งมิตรและศัตรู

ทศวรรษที่ 90 อันวาร์ อิบราฮิมคือนักการเมืองดาวรุ่งของพรรคอัมโน และเป็นทายาททางการเมืองของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ที่ทรงอิทธิพลอย่างสูงในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งคู่สะบั้นลง หลังอันวาร์ถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1998 เนื่องจากไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของมหาเธร์

จากนั้นเขาถูกตัดสินจำคุกในข้อหายุยงปลุกปั่นและมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน

ในช่วงนั้นอันวาร์ประกาศว่าข้อกล่าวหาร้ายแรงนี้เป็นเกมสกปรกทางการเมืองของมหาเธร์ ทำให้มหาเธร์เลือกทายาทการเมืองคนใหม่ขึ้นมาแทน นั่นก็คือ นาจิบ ราซัค ก่อนที่ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีของนาจิบเผชิญกับเรื่องความอื้อฉาวจากคดี 1MDB

การกระทำของนาจิบทำให้มหาเธร์ไม่พอใจ และหันไปจับมือกับคู่แค้นเก่าอย่างอันวาร์ที่ได้รับการนิรโทษกรรมออกจากคุก จัดตั้งกลุ่มการเมืองปากาตัน ฮาราปัน และลงเลือกตั้งในปี 2018 โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นนาจิบ ราซัค และพรรคอัมโนให้ออกจากอำนาจ

ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ กลุ่มปากาตัน ฮาราปัน ชนะการเลือกตั้งได้ ส่งผลให้ มหาเธร์ โมฮัมหมัดกลับขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นผู้นำที่อายุมากที่สุดในโลกคือ 92 ปี

ในคราวนั้นมหาเธร์ให้สัญญาว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีแค่ 2 ปี แต่ก็ไม่ทำตามสัญญา ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มอย่างหนัก มหาเธร์ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกในปี 2020

โดยมหาเธร์และอันวาร์ ประกาศแยกย้ายกันไปคนละทาง ขณะที่อันวาร์ยังอยู่กับปากาตัน ฮาราปัน ส่วนมหาเธร์ไปตั้งพรรคใหม่ของตนเอง

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มพันธมิตรแห่งชาติ หรือ กลุ่มเปอริกาตัน นาซิอองนาล หรือ PN

พรรคหลักของกลุ่มนี้ คือพรรคเบอร์ซาตู มีอดีตนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซินเป็นหัวหน้าพรรค

มูห์ยิดดิน ยัสซินเคยร่วมพรรคอัมโนและดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ในสมัยนายกฯ นาจิบ ก่อนจะถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมูห์ยิดดินเรียกร้องให้มีการตรวจสอบคดี 1MDB และจากนั้นก็ถูกไล่ออกจากพรรคเช่นกัน

จากนั้นจับมือกับมหาเธร์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเบอร์ซาตูในขณะนั้น และเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมก่อตั้งกลุ่มปากาตัน ฮาราปัน

หลังจากมหาเธอร์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2020 มูห์ยิดดิน ยัสซินนำพาพรรคเบอร์ซาตูออกจากกลุ่มปากาตัน ฮาราปัน และไปขอเสียงสนับสนุนจากพรรคอัมโน จนได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ก่อนจะประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อกลางปี 2021

ทั้งหมดนี้คือ 3 กลุ่มการเมืองหลักที่ลงขับเคี่ยวในการเลือกตั้งครั้งนี้

ในส่วนของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ซึ่งขณะนี้อายุ 97 ปี หลังออกมาจากกลุ่มปากาตัน ฮาราปันแล้ว ก็มาตั้งพรรคการเมืองของตัวเองที่ชื่อว่าเปอจวง (Pejuang) และนำพรรคไปเข้าสังกัดแนวร่วมที่ชื่อว่า Gerakan Tanah Air หรือ GTA ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่มีนัยสำคัญมากในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลสำรวจคาดไม่มีพรรคไหนชนะขาด

ด้าน YouGov บริษัทสำรวจความเห็นสัญชาติอังกฤษ เปิดเผยผลการสำรวจที่ทำระหว่างวันที่ 8-14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ปรากฎว่า

กลุ่มปากาตัน ฮาราปัน (PH) ของอันวาร์ ฮิบราฮิม มีความนิยมสูงสุดคือ ที่ประมาณร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

ตามมาด้วยกลุ่มเปอริกาตัน เนชั่นแนล (PN) ที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน อยู่ที่ร้อยละ 20

ในขณะที่กลุ่มบาริซาน นาซิอองนาล( BN) ที่นำโดยพรรครัฐบาลอย่างพรรคอัมโนได้ไปเพียงร้อยละ 17 ซึ่งผลการสำรวจที่ออกมาอาจสร้างความผิดหวังให้กับพรรคอัมโน เพราะการประกาศยุบสภาก็เพื่อพยายามกลับมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในรัฐบาลแทนที่จะเป็นพรรคร่วมหลายพรรคแบบนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ปากาตัน ฮาราปันจะได้รับความนิยมสูงสุด แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลและต้องไปจับมือร่วมกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้มีเสียงมากพอ

สิ่งที่ทางกลุ่มนี้ทำคือ พยายามกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของกลุ่มออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเยอะๆ เพื่อได้มีโอกาสในการได้ที่นั่งมากขึ้นกว่าที่มีการคาดการณ์กัน

คนรุ่นใหม่ ตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้ง

คนรุ่นใหม่จะคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์หย่อนบัตรเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยคนกลุ่มนี้มีจำนวนถึงร้อยละ 26 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด

ผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งครั้งนี้มีมากกว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2018 เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อปี 2019 รัฐสภามาเลเซียมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 119 ข้อ 1(a) โดยปรับเปลี่ยนอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งในระดับชาติ และในระดับรัฐ จากอายุ 21 ปีขึ้นไป เป็นอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่งผลให้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านคน ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อายุต่ำกว่า 40 ปี เพิ่มจากที่มีอยู่ 14.9 ล้านคนเมื่อปี 2018 เป็นจำนวน 21 ล้านคนในการเลือกตั้งคราวนี้

ด้วยสัดส่วนที่มากเช่นนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินว่าใครจะชนะในการเลือกตั้ง

ด้วยทั่วไป คนรุ่นใหม่สนับสนุนกลุ่มปากาตัน ฮาราปันของอันวาร์ อิบราฮิม โดยหลายคนก็เป็นกังวล เนื่องจากวันเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงมรสุมปลายปีและอาจทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันมากนัก

ชาวมาเลหวังรัฐบาลชุดใหม่แก้ไขปัญหาปากท้อง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่มาเลเซียกำลังเผชิญกับสารพันปัญหาทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ โดยเรื่องใหญ่ที่สุดคือเรื่องปากท้อง

แรงกดดันจากวิกฤตเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญสำหรับชาวมาเลเซียในการเลือกตั้งครั้งนี้

ข้อมูลจากองค์กรอิสระเปิดเผยแบบสอบถามที่ระบุว่า ราวร้อยละ 74 ของตอบแบบสอบถามทั้งหมดรู้สึกกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศ

พ่อค้าชาวมาเลเซียคนนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว เขาเล่าว่า เขาต้องสูญเสียเงินจำนวนมากจากอุทกภัยครั้งนั้น แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาลเลย

แม้ว่าเศรษฐกิจของมาเลเซียจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 เมื่อเดือนเมษายน แต่เศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเติบโตของการส่งออกในอนาคต

นอกจากนี้ มาเลเซียก็เผชิญวิกฤตเงินเฟ้อ วิกฤตค่าครองชีพ และค่าเงินที่ผันผวน เช่นเดียวที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ

ความไม่มั่นคงทางการเมืองของมาเลเซียในขณะนี้ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ชาวมาเลเซียรู้สึกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นแค่เรื่องรองสำหรับนักการเมืองมาเลเซียเท่านั้น

ตั้งแต่ 2018 มาเลเซียเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมือง ในช่วงระยะเวลา 4 ปีมาเลเซียมีนายกรัฐมนตรีรวม 3 คน และเกิดความแตกแยกในกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองเนื่องจากการแย่งชิงอำนาจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

เทียบกันชัดๆ นม 7 ประเภท อะไรดีต่อสุขภาพ-เหมาะกับเรามากที่สุด

รถตู้เบรคไม่อยู่ เสียหลักแหกโค้งชน 2 คันซ้อน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ