วันที่ 8 มี.ค. 2566 พีพีทีวีไปพูดคุยกับ อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งยอมรับว่า ปีนี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 รุนแรงกว่าทุกปี เนื่องจากปีนี้ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ เผชิญกับความแห้งแล้ง และสาเหตุของการเกิดฝุ่น ยังอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก อันแรกคือเมือง เช่น กทม.ที่พบสาเหตุเกิดฝุ่นเกินครึ่ง 54 เปอร์เซนต์ มาจากรถยนต์ดีเซล รองลงมาเป็นการเผาไหม้ในที่โล่งจากโรงงาน
อีกประเด็นคือ พื้นที่การเกษตร อย่างการปลูกข้าวโพด ทั้งในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการปลูกอ้อย ที่ยังพบการลักลอบเผา เมื่อเจอสภาวะที่อากาศปิดเหมือนฝาชีครอบ ก็ทำให้ฝุ่นไม่ไปไหน
อาจารย์สนธิ ยังเล่าย้อนกลับไปว่า จริงๆแล้ว เมื่อปี 2562 คณะรัฐมนตรี มีการจัดทำโรดแมปการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ วางแผนระยะสั้น ตั้งแต่ปี 2562 -2564 และระยะยาว ปี 2564- 2567 แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 5 ปี บางนโยบายที่วางไว้ยังไม่สำเร็จ
ซึ่งอาจารย์สนธิ เช็คลิสต์ เป็นข้อๆ อย่างหัวข้อการป้องกัน และลดการเกิดมลพิษต้นทาง แผนระยะสั้น และระยะยาว มี 5 ข้อพอว่า ยังไม่ได้ทำ 3 ข้อ คือ การส่งเสริมยานพาหนะใช้นำมันมีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm การงดเผาในที่โล่ง เร่งปลูกไม้ยืนต้น การลดมลพิษภาคอุตสาหกรรม ติดระบบตรวจมลพิษที่ปล่อง ยังทำไม่ครบ 1 ข้อ คือ ควบคุมฝุ่นก่อสร้าง ทำผังเมืองสีเขียว และทำไปแล้ว 1 ข้อ คือ การสนับสนุนครัวเรือนใช้พลังงานสะอาด
ส่วนหัวข้อการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการมลพิษ แผนระยะสั้น มี 7 ข้อ ยังไม่ได้ทำ 4 ข้อ คือ พัฒนาเครือข่ายติดตามติดตามสภาพอากาศ การส่งเสริมการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อลดมลพิษ การแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนการทำบัญชีการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิด ทำไปแล้ว 3 ข้อ คือ ทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย ปรับค่ามาตรการ PM2.5 ตามองค์การอนามัยโลกพัฒนาระบบฐานข้อมูลเฝ้าระวังเป็นหนึ่งเดียว และการพัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่น
ขณะที่แผนระยะยาว มี 5 ข้อ ทำแล้วเพียง 2 ข้อ คือ จัดตั้งศูนย์ดำเนินการฝุ่นระดับจังหวัด มีผู้ว่าฯ เป็นผู้บัญชาการ และทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย ปรับค่ามาตรการ PM2.5 ตามองค์การอนามัยโลก
โดยแผนโรดแมปแก้ปัญหาฝุ่น ทำได้ไม่ครบ เป็นสิ่งที่อาจารย์สนธิมองว่า ก็สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเพิกเฉย ไม่จริงจังในการแก้ปัญหา แม้จะมีแผนการทำงานที่ชัดเจน แต่การปฏิบัติกลับหย่อนยาน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย กับผู้ที่ฝ่าฝืน
ในระหว่างที่ฝุ่น PM 2.5 ยังสูง และใกล้ในช่วงที่รัฐบาลนี้กำลังจะหมดวาระแล้ว แต่อาจารย์สนธิ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรออกคำสั่งเร่งด่วนในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง เช่น ห้ามรถบรรทุกวิ่งผ่านกทม. การนำน้ำมันยูโร 5 มาขาย สั่งให้ประชาชน work from Home ลดราคารถไฟฟ้า จูงใจให้คนหันมานั่งรถไฟฟ้า ซึ่งเชื่อว่า น่าจะบรรเทาปัญหาไปได้บ้าง
และช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้ หลายพรรคออกนโยบายหาเสียง แก้ปัญหาเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5 ที่เห็นหาเสียงแทบทุกพรรคคือ การผลักดันใช้รถไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า การใช้พลังงานจากโซลาเซล์ การลดการเผา การสร้างพื้นที่สีเขียว โดยในความเห็นของอาจารย์สนธิ ถือว่า เป็นนโยบายที่ดี แต่เห็นว่า ควรต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ภายใน 4 ปี ต้องมีรถไฟฟ้าเพิ่ม 40 เปอร์เซนต์ ถึงจะน่าเชื่อถือ
อาจารย์สนธิย้ำว่า การปล่อยให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยืดเยื้อ ยังส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของคนไทย ที่มีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจมากขึ้น จึงมองว่า ในระยะยาวที่ต้องทำเร่งด่วน และสำคัญที่สุด คือการออกกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายภาคส่วนเรียกร้อง และเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา เหมือนต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ที่ประสบกับปัญหานี้มานาน และใช้ระยะเวลา 5 ปี จนสามารถเอาชนะฝุ่น PM2.5 ได้