หนึ่งในคดีที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดขณะนี้ คือเรื่องของ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ว่าเป็นการฉ้อโกงเงิน “เจ๊อ้อย” มาหรือไม่ หรือเป็นการได้มาโดยเสน่หา 71 ล้านบาทจากการเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย ตามที่กล่าวอ้างจริง
แต่ที่ผ่านมามีข้อมูลออกมาว่า เงินที่ทนายตั้มได้จากเจ๊อ้อยเป็นเงินจากการหลอกลงทุน หลอกใช้หนี้ หลอกซื้อของนู่นนี่ และสัญญาณร้ายแรงสุดคือ ตำรวจสอบสวนกลางบอกว่าใกล้ออกหมายเรียกหรือหมายจับทนายตั้มแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า สิ่งที่ทนายตั้มกล่าวอ้างนั้น ยังมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือหรือไม่?
คุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 วันที่ 31 ต.ค. 67 ว่า ส่วนตัวตนเชื่อจะมีการออกหมายจับเร็ว ๆ นี้และอาจโดนคดีในลักษณะ “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” หรือการฉ้อโกงเหยื่อคนเดียวต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเงิน 71 ล้าน เรื่องรถ เรื่องจ้างเขียนแบบ เรื่องให้ช่วยใช้หนี้ เหล่านี้อาจเข้า
“ผมรู้จักเขามาตั้งแต่ปลายปี 2560 ไม่ตกใจที่มีเรื่องแบบนี้ รู้ว่าเขาทำแบบนี้ประจำ แต่สังคมไม่เชื่อผม สังคมด่าผม สังคมมองว่าเราเป็นแค่คู่ทะเลาะกัน พูดอะไรไปเหมือนใส่ความ” คุณอัจฉริยะกล่าว
ผลประกบคู่คาราบาว คัพ รอบ 8 ทีม แมนยู ชน สเปอร์ส ลิเวอร์พูล ไม่หนัก
เขาตั้งข้อสังเกตโดยไม่ได้นำเสนอหลักฐานว่า “ช่วงที่รู้จักกันแรก ๆ ทนายตั้มมีรถหรูแค่ BMW Series 5 ส่วนภรรยาขับรถเบนซ์ มีบ้านที่ จ.สมุทรสาครอีก 3 หลัง หลังละไม่เกิน 4-5 ล้าน รวมทรัพย์สินอาจจะถึง 50 ล้านบาท แต่หลังมีรื่องถูกหมายจับ หายหน้าไป 2 ปี เมื่อกลับมาใหม่กลับมีเงินเกิน 200 ล้าน ผมว่าผิดปกติวิสัยของทนายทั่วไป”
คุณอัจฉริยะบอกอีกว่า ช่วงนั้นยังไม่เจอเจ๊อ้อยด้วยซ้ำ เพราะเคสเจ๊อ้อยเพิ่งเจอกันตอนปี 2566 ทนายตั้มตอนนั้นเพิ่งกลับมาตอนต้นปี 2566 อยู่ ๆ มีรถหรูหลายคัน นาฬิกาหรูหลายเรือน
“ตอนนั้นยังมองเลยว่าทำอะไร บางคนบอกเขาทำธุรกิจมืดเว็บพนัน แต่ผมว่าเขาคงไม่ทำ แต่ถ้าจะบอกว่าได้จากว่าความ เราอยู่วงการนี้ ต่อให้ฟลุก ๆ ก็ไม่เกิน 20 ล้านบาท อันนี้เยอะเกินไป” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมบอก
คุณอัจฉริยะย้ำว่า แต่ละปีทนายตั้มทำกี่คดี สามารถนับได้ งบการเงินของบริษัทก็ต้องบอกว่ามีกี่คดี ขึ้นศาลกี่คดี ดังนั้นในเวลา 6 ปีได้อย่างมากไม่เกิน 120 ล้านบาท แต่นี่มีเกิน 200 ล้านบาท “บริษัทเขาปีที่แล้วยังขาดทุนอยู่เลย เอาเงินที่ไหนมาเป็นร้อยล้าน”
ด้าน คุณเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ บอกว่า เคยเอะใจเรื่องเงินของทนายตั้มเช่นกันว่ามากผิดปกติ “ตอนรู้จักใหม่ ๆ แต่งตัวปอน ๆ หน่อย แต่ไม่นานก้าวกระโดดเลย เคยถามเขาหรือคนใกล้ชิดจำไม่ได้แล้ว ว่าทำอะไรรวย ได้คำตอบว่าทนายตั้มเทรดหุ้นได้ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ก็เลยไม่ติดใจ”
ส่วนกรณีจะร่ำรวยจากการว่าความได้หรือไม่นั้น ทนายเกิดผลมองว่า คดีที่ฟลุก ๆได้ค่าตอบแทนสูงจริง ๆ มีอยู่ เช่น คดีเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน ซึ่งมีการเรียกร้องค่าเสียหายสูง ๆ
และในประเด็นว่าร่ำรวยจากเงินที่ได้มาโดยเสน่หาหรือไม่นั้น ทนายเกิดผลกล่าวว่าส่วนตัวเชื่อว่าไม่ใช่เสน่หา ไม่อย่างนั้นไม่มีเหตุผลที่เจ๊อ้อยจะต้องดำเนินคดีทนายตั้ม
“สมมติเจ๊อ้อยให้โดยเสน่หา ก็ไม่มีเหตุผลต้องแจ้งความจับทนายตั้ม ไม่อย่างนั้นเท่ากับแจ้งความเท็จ เพราะเจ๊อ้อยรู้จักทนายตั้มดี ว่าถ้าเอาเรื่องไม่มีมูลมาพูด ทนายตั้มไม่ยอมแน่นอน” คุณเกิดผลบอก
เขาเสริมว่าอีกจุดที่น่าสนใจคือ เรื่องที่มีสัญญาทั้งที่บอกว่าเป็นการให้โดยเสน่หา “ถ้าให้โดยเสน่หาจะทำสัญญามัดตัวทำไม ต้องให้เปล่า ๆ หรืออาจมีข้อความแชตที่บ่งชี้ว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งถ้าทนายตั้มมีต้องเปิดแล้ว ไม่เงียบแบบนี้”
คุณอัจฉริยะเห็นด้วย “คิดเหมือนกัน ถ้าไม่จริงตั้มโพสต์แล้ว เพราะเป็นคนใจร้อน ถ้ามีของต้องล่อแล้ว ตอนนี้เงียบไปน่าจะดูว่าจะโดนหมายเรียกหรือหมายจับ”
นอกจากนี้ คุณปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้พูดคุยกับเจ๊อ้อย และที่ผ่านมานำข้อมูลฝั่งเจ๊อ้อยมาเปิดเผย ได้โฟนอินเข้ามาในรายการ บอกว่า ทนายตั้มมีพิรุธหลายอย่าง
“ผมได้สัมภาษณ์เจ๊อ้อยวันแรก 4 ชั่วโมง วันที่สอง 3 ชั่วโมง เดิมเราไม่คิดจะเปิดข้อมูลเหล่านี้ เพราะคิดว่าจะเปิดพร้อมตำรวจแถลง แต่มันมีเหตุการณ์พิรุธ” คุณปานเทพบอก
พิรุธประการแรกที่คุณปานเทพกล่าวถึงคือ ทนายตั้มดูร้อนใจผิดปกติ มีความพยายามติดต่อ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องเจ๊อ้อยมาเปิดเผยเป็นรายแรก
ประการที่สอง วันที่ทนายตั้มไปออกรายการโทรทัศน์ วันนั้นคดีเจ๊อ้อยเกิดขึ้นแล้ว มีข้อพิพาทเงิน 71 ล้านบาทแล้ว แต่ทนายตั้มไปออกรายการตัดหน้าคดีที่อาจเกิดขึ้น เป็นความพยายามชิงความได้เปรียบในพื้นที่สื่อก่อน อีกทั้งสิ่งที่พูดในรายการยังไม่พูดทั้งหมด
“ที่บอกว่าได้เงินเดือน 3 แสนบาท 1 ปีจะได้ 3.6 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเงินเดือนตรงนี้ก็ยังมีการยกเลิกสัญญา เจ๊อ้อยพูดเองเลยว่าทนายตั้มไม่ค่อยทำอะไรเลย รู้สึกไม่คุ้มเงิน ในเมื่อ 3.6 ล้านบาทยังไม่ให้ นับประสาอะไรกับ 71 ล้านบาท” คุณปานเทพกล่าว
ส่วนกรณีที่ทนายตั้มเปรียบเทียบว่าล่ามได้เงิน 1 ล้านยูโรนั้น คุณปานเทพบอกว่าล่ามคนนั้นไม่ใช่แค่แปลการพูดคุย แต่ยังทำหน้าที่ประสานงานเรื่องทางกฎหมาย ออกแบบวิธีบริหารจัดการทรัพย์สินในต่างประเทศ การที่ทนายตั้มไม่ได้พูดให้ครบเหมือนต้องการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเขามีคุณค่า
พิรุธที่สามเหมือนที่ทนายเกิดผลกล่าวไว้ข้างต้น คือ ถ้าเป็นการให้โดยเสน่หาจริง เจ๊อ้อยจะแจ้งความทำไม และที่อ้างว่าจะหลบเลี่ยงภาษี เจ๊อ้อยให้โดยเสน่หาไม่เสียภาษีนะ เสียแค่ค่าธรรมเนียม ถ้าจะเลี่ยงจริง ๆ แค่ถอนเงินสดก็ได้ ไม่ต้องสร้างโปรเจกต์อำพราง
“เมื่อทนายตั้มพูดในสื่อไม่สอดคล้องกับเจ๊อ้อย เราก็แค่ลงข้อมูลอีกด้านหนึ่ง พอเป็นข่าว ทนายตั้มจะเดือดทำไมที่สื่อเล่นข่าว เป็นพิรุธผิดวิสัย” คุณปานเทพบอก
ส่วนพิรุธข้อที่สี่ คล้ายกับที่ทนายเกิดผลบอกเช่นกันคือ เมื่อมีกระแสข่าวมากขึ้นแล้ว ทุกคนคาดหวังว่าทนายตั้มจะออกมาชี้แจง เพราะทนายตั้มไม่เคยรอข้ามวันข้ามคืน ต้องออกมาทันที แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้กลับเงียบ
คุณปานเทพกล่าวต่อว่า ณ ตอนนี้ไม่เชื่อว่าเป็นการให้เงินด้วยความเสน่หา เป็นเหมือนฉ้อโกงมากกว่า เพราะมีพฤติกรรมหลอกให้เชื่อว่าจะมีการลงทุน แต่ไปออกรายการบอกว่าได้โดยเส่นหา เจ๊อ้อยเขายอมไม่ได้ เหมือนถูกหักหลัง เจ็บแค้น ใจสลาย เขารักเขาศรัทธามาก
“ยังไม่นับแชตจำนวนมากที่ทนายตั้มอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ อ้างว่าทำสลากออนไลน์ได้ ชวนมาลงทุน มีสัญญาจำนวนมาก มีหลักฐานที่รอเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลอยู่” คุณปานเทพบอก
เขาเสริมว่า “ถ้าสิ่งที่เจ๊อ้อยพูดเป็นความจริงว่า ถูกชักจูงให้ทำสลากออนไลน์โดยอ้างว่ามีสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ กับนักการเมือง อาจทำการวิดีโอคอลหานักการเมืองระดับสูง ทำให้คนที่อยู่ต่างประเทศอย่างเจ๊อ้อยไม่รู้ ก็หลงเชื่อ แต่นักการเมืองที่อ้างมาไม่มีความเกี่ยวข้องกับการทำสลากเลย”
คุณอัจฉริยะกล่าวว่า การแอบอ้างบุคคลระดับรัฐมนตรีนั้น อาจถูกแจ้งข้อหาฉ้อโกงด้วยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งสามารถออกหมายจับได้ เป็นคดียอมความไม่ได้ แต่อันนี้ไม่ใช่คดีฟอกเงิน จะไม่มีการยึดทรัพย์
คุณอัจฉริยะยังกล่าวว่า คดีนี้ไม่น่านานเกินรอ จากสัญญาณที่ได้ยินมา ไม่น่าเกินสัปดาห์นี้ด้วยซ้ำ และบอกว่า “ในทางโหราศาสตร์ พรุ่งนี้ทนายตั้มดวงตกหนักที่สุดตั้งแต่เคยเกิดมา คาดว่าจะมีเหตุเกิดกับเขาแน่นอน”
ส่วนเรื่องทนายตั้มจะหนีหรือไม่นั้น ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมมั่นใจว่าไม่หนี “คนนี้ไม่หนีหรอก แต่อาจใช้วิธียื้อเวลาเอา เพราะกระบวนการยุติธรรมบ้านเราก็รู้กันดี เงินเยอะได้เปรียบ”
คุณอัจฉริยะบอกว่า หลังจากนี้ทนายตั้มน่าจะกลับมายากแล้ว เพราะการทำเจ๊อ้อยสังคมมองว่าเหมือนชาวนากับงูเห่า ไม่ใช่แค่เรื่องโกงอย่างเดียว แต่ทำร้ายคนที่ให้ความเมตตา สังคมไทยรับไม่ได้ตรงจุดนี้