หลังจากนายสายหยุด เพ็งบุญชู หรือ “ทนายสายหยุด” ทนายความที่ได้รับการมอบหมายจาก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ให้เป็นผู้ทำคดีฉ้อโกง “มาดามอ้อย” จำนวน 71 ล้านบาท และคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ประกาศแยกทาง “ทนายตั้ม” เนื่องจากมีแนวทางที่แตกต่างกัน ซึ่งด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ได้นัดสื่อมวลชนมาฟังการแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา
โดยนายปานเทพ แถลงข่าวกับสื่อมวลชนหลังจากที่ “ทนายสายหยุด” ยุติบทบาทการเป็นทนายให้กับ “ทนายตั้ม” ชื่นชมแลพดีใจที่ตนเองมองคนไม่ผิด ดีที่ยังเป็นทนายที่ยังมีคุณธรรม แม้สังคมอาจจะมองว่าการออกมาแถลงของ “ทนายสายหยุด” เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (25 พ.ย. 2567) เป็นการแฉ “ทนายตั้ม” แต่อยากให้สังคมเข้าใจว่าเป็นการชี้แจงเหตุผลที่ต้องยุติบทบาทครั้งนี้ให้กับสังคมเข้าใจ ส่วนเหตุผลหลักน่าจะมาจากด้าน ”ทนายสายหยุด” คงรู้ตัวว่าเอกสารกรณี 71 ล้านที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ฉบับจริง เป็นเอกสารที่ถูกนำไปแก้ไข ทนายคงกลัวถูกดำเนินคดีเรื่องการนำหลักฐานเท็จเข้าสู่รูปคดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายไม่ควรทำ “ทนายสายหยุด” จึงชิงถอนตัวก่อนนำส่งเอกสารฉบับนั้น
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์นี้ตนเองได้วางไว้ตั้งแต่การออกมาแถลงก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อดักคอ และรอดูว่าจะมีใครนำข้อมูลเท็จจากเอกสารชุดที่ถูกปลอมแปลงนำเสนอต่อสังคมผ่านสื่อต่าง ๆ หรือไม่ ซึ่งไม่พบว่ามีการนำออกมาเสนอ แต่ข้อมูลที่ “ทนายสายหยุด” อ้างว่ายังไม่ส่งเอกสารฉบับที่ถูกแก้ไขให้กับเจ้าหน้าที่สอบสวนนั้นจริงหรือไม่ ตนเองยังไม่เชื่อใจ เพราะก่อนหน้านี้ “ทนายสายหยุด” เคยเข้าพบพนักงานสอบสวนอยู่หลายครั้ง แต่ก็จะขอยึดคำแถลงของ ”ทนายสายหยุด“ ในวันนี้ที่ยืนยันว่ายังไม่มีการส่งเอกสารฉบับที่ถูกแก้ไขให้กับเจ้าหน้าที่
ส่วนกรณีการนำโฉนดที่ดินบ้านของ “ทนายตั้ม” มาเป็นเงินหลักทรัพย์ที่จะใช้ประกันตัว นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด หรือ “ภรรยาทนายตั้ม” นั้น ”นายปานเทพ“ มองเรื่องนี้ว่าที่ ”ทนายตั้ม“ ปฏิเสธการใช้หลักทรัพย์ดังกล่าวประกันตัวภรรยาตนเองทั้งๆ ที่ “ทนายตั้ม” รู้ดีอยู่แล้วว่าเขาไม่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับเรื่องนี้ เพราะตอนที่มีการจับกุม “ทนายตั้ม” ยังได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ภรรยาผมผิดอะไร” ซึ่งสาเหตุการปฏิเสธก็เนื่องจาก “ทนายตั้ม” ห่วงว่าอนาคตจะไม่มีหลักทรัพย์ไว้เพื่อประกันตัวตนเองออกมาสู้คดี นายปานเทพมองว่า “ทนายตั้ม” รักเพียงแต่ตัวเอง เห็นประโยชน์เพียงแค่ตนเอง
“บิ๊กเต่า” เตรียมมอบ “กุญแจมือ”เป็นของขวัญปีใหม่ให้อินฟลูฯ-นักร้อง-คนดัง เอี่ยวคดีดิไอคอน
นายปานเทพ เปิดเผยว่า ทรัพย์สินทรัพย์มีมูลค่าประมาณ 43 ล้านบาท แต่ปัจจุบันถูกอายัดไว้แล้วในความผิดฐานฟอกเงิน ดังนั้นหลักทรัพย์นี้จึงเป็นของการของกลาง ไม่ใช่ทรัพย์สินของ “ภรรยาทนายตั้ม” และไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมอย่างอื่นได้ ยกเว้นแต่ “ทนายตั้ม” จะยอมสารภาพ และคืนทรัพย์สินก็อาจจะเป็นไปได้
ทั้งนี้ “นายปานเทพ” เปิดเผยว่าหากผู้ใดนำเอกสารเท็จมานำเสนอต่อสังคม หรือนำเข้าสู่รูปคดี ผู้เสียหายพร้อมดำเนินคดีทันที และหากใครก็ตามจะรับไม้ต่อ หรือมาเป็นทนายความให้กับ “ทนายตั้ม” ก็ควรจะตรวจสอบเอกสารให้ดีก่อนยื่นเป็นหลักฐานให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะไม่ให้ซ้ำรอยกับกรณี “นายอัจฉริยะ” และ “ทนายอาคม” ที่ถูก “ทนายตั้ม” ใช้เอกสารเท็จในคดีจนเกิดเรื่องบาดหมางกัน
ส่วนด้าน “ทนายตั้ม” หากมีความต้องการอยากคลี่คลายปัญหานี้ “นายปานเทพ” มองว่า “ทนายตั้ม” ควรยอมพูดความจริงและยอมคืนทรัพย์สิน ออกมารับสารภาพ ซึ่งโทษที่หนักก็จะเบาลง