กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พบว่ามีเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการค้ามนุษย์ และมีข้อมูลชัดเจนว่า ขบวนการเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เป็นจุดที่นำเหยื่อมาพัก ก่อนนำเหยื่อข้ามไปยังชายแดนประเทศเมียนมา ทำให้ไทยกลายเป็นทางผ่านของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และขบวนการค้ามนุษย์ในเวลาเดียวกันนั้น
วันที่ 27 ธ.ค. 67 มีข้อมูลน่าสนใจจากคนที่เคยประสานงานและลงพื้นที่ในฐานะผู้ดูแลงานด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ อย่าง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีต รอง ผบ.ตร.
รถโดยสารกรุงเทพฯ – เมืองเลย กลับปีใหม่ตกข้างทาง เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย
โดย น้อง-ธัญญารัตน์ ผู้สื่อข่าว PPTV พูดคุยกับ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงประเด็นแก๊งคอลฯ และขบวนการค้ามนุษย์ โดยบอกว่า การจะทำในประเทศไทยได้ คนไทยต้องให้ความร่วมมือ ถ้าคนไทยไม่ให้ความร่วมมือทำไม่ได้ เริ่มตั้งแต่การที่ คนไทยรับหน้าที่ตั้งแต่ไปรับคนที่ถูกจากสนามบิน จากนั้นนำไปส่งชายแดน พอเดินทางไปถึง ก็ถูกยึดพาสปอร์ต ถูกคุมขัง และซ้อม
จากคอลเซ็นเตอร์ก็นำไปสู่การค้ามนุษย์แล้ว มีการขายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์หนึ่ง ไปให้อีกแห่งหนึ่ง หัวละ 2-3 แสน และหนักสุดหากคนนั้นไม่สามารถหลอกลวงคนอื่นได้อีก คนจีนจะนำไปตัดอวัยวะขาย
บิ๊กโจ๊ก เผยว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมไทยจะถูกมองว่าเป็นทางผ่าน แต่หลายคนก็ไม่คิดเช่นนั้น อย่างเช่นญาติของเหยื่อขบวนค้ามนุษย์รายหนึ่งได้อัดคลิปส่งถึงรัฐบาลไทย เพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน และความมั่นคงระหว่างประเทศ
"บิ๊กโจ๊ก" มองว่า นอกจากการปราบปรามจับกุม จับบัญชีม้า ยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นแค่ปลายทางของขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ ซึ่งสุดท้ายไม่ใช่แค่เหยื่อชาวต่างชาติ แต่คนไทยเราก็ได้รับผลกระทบ ทั้งในแง่ของการตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง และเหยื่อการค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่เต็มใจไปแต่เผชิญกับการทารุณกรรม
การแก้ปัญหานี้ มี 2 กลไกสำคัญคือ
- ด่านตรวจคนเข้าเมือง
- การปราบปรามที่ต้นตอ ซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ต้องมีทีมงานที่รับผิดชอบเฉพาะ และใช้ทั้ง "การประสานอย่างเป็นทางการ" และ "ความสัมพันธ์ส่วนตัว"