ทีมข่าวพีพีทีวี ตรวจสอบข้อมูลนี้กับแหล่งข่าวซึ่งเป็นเครือข่าย ศูนย์ประสานช่วยเหลือ คนไทยในต่างแดนเขตภาค ตะวันออก Immanuel Foundation ซึ่งอยู่ในพื้นที่และทำงานช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง
แหล่งข่าว อธิบายว่าคนไทย หรือว่าใครก็ตามที่เป็นทำงานในพื้นที่ปอยเปต กัมพูชา มีทั้งงานที่ถูกกฎหมายและงานที่ผิดกฎหมาย เมื่อมีกาสิโน สถานบันเทิง ก็จะมีคนที่เข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมด้านความบันเทิงหรือว่าอื่นๆอีกมาก
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปอยเปต เฟื่องฟู คือแหล่งเงินจากธุรกิจสีเทาสีดำ ในพื้นที่ ตอนนี้กาสิโนอาจจะไม่ใช่รายได้หลัก แต่กลายเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ที่เข้าไปใช้พื้นที่ อาคารออฟฟิศ สำนักงานให้เช่า ที่เป็นตึกสูงๆ
แหล่งข่าวบอกอีกว่า เส้นทางของคนที่เข้าไปในขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ปอยเปต ส่วนใหญ่ก็จะมาจากประกาศรับสมัครแอดมิน งานเว็บพนัน มีตัวกลางที่เรียกว่า HR คอยประสานคนข้ามด่านชายแดนธรรมชาติ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จากนั้น HR ก็ส่งตัวเหยื่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามตึกต่างๆ ค่าหัว 5,000 บาท และถูกจับกักขังในตึกให้ทำงาน อีกทั้ง HR ยังขายต่อเป็นบัญชีม้าด้วย ค่าหัว 10,000 บาท ขึ้นไป เมื่อเข้าสู่วังวนของขบวนการอาชญากรรม ติดคดีเรื่องบัญชีม้าแล้ว ก็ยังมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“เหยื่อถูกนำไปขัง ถูกทุบตีทำร้ายร่างกาย บังคับให้สแกนหน้า ถ้าไม่สแกนหน้าก็จะโดนทุบตีทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า พอสุดท้ายก็ต้องยอมโดยเหยื่อมี 2 ทางเลือก คือ กลับมาติดคุกที่ไทย หรือ จะใช้ชีวิตสายดำแบบเถื่อนๆต่อไปในประเทศเพื่อนบ้าน” แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวระบุอีกว่า เรื่องของทุนไทยสีเทา หรือ ทุนไทยสีดำในพื้นที่ปอยเปต ก็มีวิธีการ หรือ กระบวนการไม่ต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ อาชญากรชาวจีนเทา ส่วนหนึ่งเป็นคนที่เคยเข้าไปอยู่ในขบวนการของคนจีน แล้วเรียนรู้วิธีการตั้งตัวขึ้นมาเป็นใหญ่ แล้วหาเครือข่ายของเจ้าที่ภาครัฐในพื้นที่ กลายเป็น “นายทุนไทยสีเทา” ตอนนี้ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย สุดท้ายกลายเป็นไทยหลอกไทย
นอกจากนั้น ในพื้นที่ยังมีชาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศส่วนใหญ่โดยเฉพาะนายทุนจีนก็เดินทางใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเช่นเดียวกัน บางคนฝากพาสปอร์ตเอาไว้เพื่อให้มีประวัติว่าเดินทางมาเที่ยวที่ไทยใช้ฟรีวีซ่า แล้วก็ข้ามผ่านทางพรมแดนธรรมชาติเข้ามาที่ปอยเปต