ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด แต่ยังพบว่ามีการแพร่หลายในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งสะท้อนถึงช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงถูกลักลอบนำเข้า จำหน่าย และโฆษณาได้ง่าย
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าในไทยมีหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับ 5 เท่าของราคาสินค้า
คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขายและให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 600,000 บาท รวมถึงพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นของต้องห้าม ผู้นำเข้าหรือครอบครองอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี
แม้จะมีกฎหมายที่เข้มงวด แต่บุหรี่ไฟฟ้ายังคงแพร่กระจายทั้งบนช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ หนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันคือ การตีความกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า บางฝ่ายมองว่าผู้ครอบครองมีความผิดตามกฎหมายศุลกากร ขณะที่บางฝ่ายโต้แย้งว่ากฎหมายนี้มุ่งเป้าหมายที่ผู้ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายเป็นหลัก ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติในหลายประเทศที่ไม่ได้ถือว่าการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อใช้ส่วนตัวเป็นความผิดร้ายแรง
ขณะที่ภาคการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการให้อำนาจโรงเรียนยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากนักเรียนและดำเนินมาตรการทางวินัยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบว่าตำรวจท้องที่มักปฏิเสธการรับมอบบุหรี่ไฟฟ้าจากโรงเรียน ทำให้ขาดแนวทางจัดการที่ชัดเจน
“มีปัญหาทุกเรื่อง” การบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า
เพื่อให้เข้าใจมิติทางสังคมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหามากขึ้น PPTV ได้พูดคุยกับ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับข้อจำกัดของกฎหมายและแนวทางที่ควรปรับปรุงในการแก้ไขปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร. สาธิต ระบุว่า สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน แพร่หลายเป็น Demand ที่เกิดปัญหาอย่างมาก ทั้งในแง่ความต้องการของเด็ก แง่ความต้องการจากกระแส และในแง่ของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพิษภัยและโทษของบุหรี่ไฟฟ้า ในส่วนของ ครอบครัว หรือโรงเรียน ก็ยังให้ความสำคัญได้ไม่เต็มที่
ดังนั้น ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศเรามีปัญหาในทุกเรื่อง และในเรื่องกฎหมายควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า มีกฎหมายกำหนดอยู่แล้วว่า ห้ามผลิต จำหน่าย ให้บริการ นำเข้า หรือครอบครอง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร ห้ามสูบในที่สาธารณะเป็นความตาม พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่ง พ.ร.บ. ที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้
โดยก่อนที่จะเกิดนโยบายของรัฐบาล ก็ไม่มีหน่วยงานใดนอกจากระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานของสถาบันยุวทัศน์ที่ออกมารณรงค์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ออกมารณรงค์และปราบปราม แต่พอเป็นกระแส จึงเกิดการปราบปรามถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีไปแถลงเพื่อจับกุมผู้ผลิตหรือนำเข้ารายใหญ่ของประเทศที่นนทบุรี
มีการตั้งข้อสังเกตว่า สถานที่เก็บนั้นอยู่ติดกับสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจะไม่รู้ ดังนั้น หากผู้บังคับใช้กฎหมายมีส่วนรู้เห็น ก็เป็นคำตอบในตัวว่า การบังคับใช้กฎหมายได้ผลหรือไม่ ต้องชัดเจนว่า ผู้บังคับใช้ไม่แกล้งมองไม่เห็นหรือมีผลประโยชน์แอบแฝง เรื่องการบังคับใช้จึงยังหาความหวังไม่เจอเท่าไหร่ แต่วันนี้ก็ถือว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและสั่งเป็นนโยบายไปแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่บังคับใช้กฎหมายจะปฏิบัติตามนโยบาย
ต้องชี้ให้เยาวชนเห็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ไม่ใช่เรื่องความเท่
ดร.สาธิต กล่าวต่อว่า เรื่องการรณรงค์ การให้ความรู้ การมีกุศโลบายทางอ้อมที่จะไม่ให้เป็นกระแส ต้องศึกษาให้ดี บางประเด็นที่ศึกษาเด็กและเยาวชน ต้องเป็นเคสที่ไม่เป็นลักษณะกึ่งบังคับ หากเป็นกึ่งบังคับ เด็กก็จะหาช่องทางเลี่ยง กลายเป็นเพิ่มความต้องการให้อีก ดังนั้น ต้องให้เด็กในวัยเดียวกันไปทำความเข้าใจ และชักชวนเพื่อนให้เลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้า จะทำให้เด็กและเยาวชนลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าน้อยลงเท่าที่ทำได้ และแยบยลมากกว่าการควบคุมโดยการห้ามสำหรับเด็กและเยาวชน
ส่วนปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย จะสามารถปรับปรุงได้หรือไม่ เพื่อให้การควบคุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดร.สาธิต ตอบว่า ถ้ามองตามภาพรวม การบังคับใช้กฎหมายก่อนหน้านี้ถือว่าไม่มีผล ดังนั้น การตระหนักรู้ การรณรงค์ให้พ่อแม่สอดส่องดูแล โรงเรียนที่จะต้องให้ความรู้กับเด็ก หรือให้เด็กในวัยเดียวกันชี้ให้เห็นว่า “บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องของความเท่” แต่เป็นเรื่องของโทษที่ทำให้อนาคตเกิดการเสพติดและบั่นทอนสุขภาพ
เหล่านี้ ต้องมีการพูดคุยและส่งข้อมูลไปยังเยาวชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และอยากลอง ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องให้ความรู้และให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเยาวชน จะเป็นประโยชน์มากกว่า
เอาสิ่งใต้ดินขึ้นมาบนดิน อาจเผชิญปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไข
ทั้งนี้ จากกระแสเรียกร้องให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ดร.สาธิต มองว่า การเอาสิ่งที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดินต้องถกเถียงกันอย่างแตกฉาน ตนคิดว่าต้องดูต้นเหตุของปัญหา สมมติว่า เราเอาเรื่องใต้ดินมาอยู่บนดินแล้วแก้ไขปัญหาเดิม ๆ ได้หรือไม่ เช่น กรณีกาสิโน ที่มีการถกเถียงกันว่า เปิดแล้วจำกัดไม่ให้คนจนเข้า แต่เป้าหมายคือต้องการภาษีจากคนที่มาเล่นพนันหรือผู้ประกอบการ แต่อีกทางก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของการเปิดบ่อนที่ชาวบ้านเปิด และมีตำรวจรับส่วย ปัญหาก็ยังคงเหมือนเดิม
ฉะนั้น เราควรควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้เข้าถึงได้ยากขึ้น จะได้ไม่สามารถไปทดลองหรือเสพติด แต่เมื่อเราเอาขึ้นมาบนดิน สิ่งที่ได้รับ คือ ปัญหาที่ยังไม่แก้ อาจจะได้ประโยชน์จากภาษีผู้ประกอบการ แต่สิ่งที่เราเสียไปคือการรักษาพยาบาลของเยาวชนแทน ต้องประมวลให้ดีในระยะยาวว่าคุ้มค่าหรือไม่ แต่ตนคิดว่าทำยาก
ส่วนการควบคุมการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ ดร.สาธิต กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มข้น โดยการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือ อย. มาควบคุม เพราะเป็นการโฆษณา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องการโฆษณาออนไลน์ว่าจะทำได้อย่างไร เหนือสิ่งอื่นใด การรณรงค์และให้ความรู้เรื่องการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นหัวใจสำคัญ ให้เขาเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ยากที่สุด
แนะทุกหน่วยงานจับมือ ป้องกันเด็ก-เยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้า
ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขจะมีแผนร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในเยาวชนมากน้อยแค่ไหน ดร.สาธิตกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่ตนรับตำแหน่งอยู่ กระทรวงสาธารณสุขก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้อยู่แล้ว และมีอีกหลายองค์กรที่รณรงค์ตลอดเวลา
ฉะนั้น หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเพียงการให้องค์ความรู้และต้องทำงานร่วมกับผู้บังคับใช้กฎหมายอยู่ดี กระทรวงฯ ก็พยายามให้คำแนะนำในแง่ของสุขภาพกับเยาวชนถึงโทษของบุหรี่ไฟฟ้าว่าหากใช้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว
การที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไปถึงเยาวชนให้มากที่สุด ทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วทำให้เกิดปัญหาต่อทั้งสุขภาพกายและใจในอนาคต
“บุหรี่ไฟฟ้า” ไม่ควรผิดกฎหมาย?
ด้าน นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า โดยระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากร ในช่วงแรก ๆ ยังมีข้อโต้แย้งว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฏหมายหรือเปล่า ? ซึ่งตนคิดว่าไม่ควรจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะในยุคแรก ๆ ยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือมีผลการวิจัยที่ชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อร่างกายถ้าเทียบกับบุหรี่มวนปัจจุบัน
ภายหลังบุหรี่ไฟฟ้ามีการยืนยันจากทางการแพทย์ว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งไม่แตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป แต่ในมุมมองของตน คิดว่า ถ้าบุหรี่ไฟฟ้ามีความอันตรายเท่าบุหรี่ทั่วไปหรือมากกว่า ทำไมบุหรี่ไฟฟ้าถึงผิดกฏหมาย ? แต่บุหรี่ธรรมดาไม่ผิดกฎหมาย ? ตนมองว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องโรคภัย แต่เป็นเรื่องที่รัฐต้องการควบคุมไม่ให้มีการผลิตบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า
ดังนั้น การที่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิด เป็นนโยบายของรัฐเพื่อควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่จะมาแข่งขันกับบุหรี่ทั่วไปที่โรงงานยาสูบเป็นผู้ผลิต ตนรู้สึกว่า ในการออกกฏหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นธรรม หากรัฐห่วงสุขภาพประชาชน ควรประกาศให้บุหรี่ทุกชนิดเป็นยาเสพติดและห้ามจำหน่าย ไม่ใช่ยกเว้นเฉพาะบางอย่าง
การบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า ไม่สมเหตุสมผล
ในทางปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีช่องโหว่มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกับเยาวชน ทนายเกิดผลตอบว่า จริง ๆ การบังคับใช้กฎหมายไม่มีช่องโหว่ แต่การปรับบทลงโทษในความผิดฐานมีไว้ครอบครองเพื่อเสพ กับบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นสิ่งต้องห้ามนำเข้ามาตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มีบทลงโทษรุนแรงมาก
แม้แต่ผู้เสพ ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ก็ยังมีความผิดสูงปรับหลายแสนบาท แต่ในขณะเดียวกันความผิดการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ครอบครอง ไม่ใช่อาชญากรรมที่ทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือได้รับความเดือดร้อนเท่ากับการดื่มสุรา ในขณะที่ดื่มสุราสร้างความสูญเสียได้มากกว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้า คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าบาดเจ็บแค่ตัวผู้สูบ แต่คนดื่นสุราบาดเจ็บใคร คนที่ใช้รถใช้ถนนได้รับความเสียหายด้วย หรือถ้ามองอีกมุม บุหรี่ไฟฟ้า 1 อัน กลับมีความผิดมากกว่ายาบ้า 1 เม็ด ยาบ้า 1 เม็ด กลายเป็นผู้เสพ แต่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอาชญากร
การบังคับใช้กฏหมาย รู้สึกว่าไม่สอดคล้องและไม่สมเหตุสมผลกับโทษฐานและการกระทำความผิด ทั้งผลการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม บุหรี่ไฟฟ้าไม่เคยจับใครแขวนคอ ไม่เคยปีนต้นไม้หรือทำร้ายร่างกายใคร แต่ขณะที่ผู้เสพสุราหรือยาบ้าที่บอกว่าเป็นผู้ป่วย กลับทำร้ายคนอื่น ฆ่าพ่อฆ่าแม่ตนเองก็ทำมาแล้ว แต่ไม่มีใครโทษหนักเท่ากับบุหร่ไฟฟ้า ตนคิดว่าการบังคับใช้กฏหมายไม่สมเหตุสมผล
ทั้งนี้ ทนายเกิดผลกล่าวว่า ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทยที่เห็นได้มากที่สุด คือ การบังคับใช้กฎหมายของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นช่องว่างและเป็นเครื่องมือให้ตำรวจมากกว่า ในขณะที่ บุคคลสาธารณะ สส. บางท่านที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในรัฐสภา ไม่ถูกดำเนินคดี แต่มาจับกุมเด็กเยาวชนที่ไม่มีรายได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอยู่ดี ไม่มีเหตุผลที่การออกกฎหมายในลักษณะนี้ ทำให้สังคมดีขึ้น
ไม่เห็นด้วย เด็ก-เยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้า
โดยทนายเกิดผลกล่าวว่า ตนไม่มีความรู้ด้านความปลอดภัยในการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่บุหรี่มวนยังจำหน่าย ฉะนั้น มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าก็ควรจำหน่ายได้เช่นกันภายใต้การควบคุมการผลิตหรือจำหน่ายอย่างมีมาตรฐาน หากเห็นว่าอันตรายก็ต้องกำหนดการผสมหรือการใช้สารต่าง ๆ ซึ่งรัฐต้องควบคุมในส่วนนี้ อีกทั้งควรควบคุมการสูบ เช่น ไม่ขายให้เด็กแบบเดียวกับบุหรี่มวน
หากจะผลักดันให้ถูกกฎหมายก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ทั้งเรื่องภาษีต่าง ๆ ตนคิดว่าทำได้ เพียงแต่รัฐต้องควบคุมการผลิตและจำหน่ายอย่างเข้มงวด ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ทั้งกับรัฐและประชาชนที่ไม่ต้องแอบสูบ
อย่างไรก็ตาม ทนายเกิดผลยืนยันว่าตนไม่เห็นด้วยที่เด็กเยาวชนสูบบุหรี่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าเยาวชนจะมีเงินหรือไม่มีเงินซื้อ ผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมาย เพราะตนเชื่อว่ามีผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี เยาวชนไม่ควรเอาเวลาที่มีค่ามาเสพติดสิ่งเหล่านี้
ส่วนด้านกฎหมายจะมีทางออกอย่างไรเพื่อให้เยาวชนไทยตระหนักและใช้บุหรี่ไฟฟ้าลดลง ทนายเกิดผลมองว่าต้องออกกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่กฎหมายห้ามจำหน่ายก็เพียงพอแล้ว ส่วนเยาวชนก็ต้องว่ากล่าว ตักเตือน หรือถูกปรับตามความจริง เพราะการที่เยาวชนมาสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องที่สมควรอยู่แล้ว