จากกรณีโครงการก่อสร้างอาคารสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) แห่งใหม่ ย่านจตุจักร พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความผิดพลาดจากการก่อสร้าง แม้ต้นเหตุของเหตุตึกถล่มอาจจะยังไม่แน่ชัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ สตง.กลายเป็นที่จับจ้องของคนในสังคม กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีคนจากหลายหน่วยงานที่ออกมาส่งเสียงสะท้อนถึงการทำงานของ สตง. ในช่วงที่ผ่านมาไว้อย่างน่าสนใจ
สตง.ทำครูหมดกำลังใจ-ครูดีๆ กลับต้องโดนไล่ออก!
เริ่มกันที่ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Chayanin Thammaprasert” ที่สะท้อนความรู้สึกของครูถึงการทำงานของ สตง.ในช่วงที่ผ่านมา โดยโพสต์ข้อความระบุว่า “ทำไมครูๆ ถึงเกลียด สตง. มากรู้มั้ย ก็จำเคสครูดีเด่นที่อมก๋อยได้มั้ยล่ะ ที่ลูกศิษย์รัก เพื่อนร่วมงานรัก ผู้ปกครองรัก แต่โรงเรียนแกโดนสอบเพราะผู้ปกครองร้องเรียนเรื่องอาหารกลางวันเด็กขาดแคลน มันน้อย ไม่พอใจกะว่าร้องเรียนแล้วเดี๋ยวคงเพิ่มงบให้ พอ สตง.ลงตรวจ ก็ชี้มูลทันที เพราะครูเอาทุนอาหารเด็กคนละชั้นมาใช้ร่วมกัน (สตง.มองว่างบชั้นนี้ ก็ต้องใช้กับเด็กชั้นนี้) และครูไม่มีใบเสร็จวัตถุดิบบางอย่าง (สตง.มองว่า เวลาครูไปซื้อหอม กระเทียม ผักชี แตงกวา จากตลาด ต้องมีใบเสร็จแนบ) พอชี้มูล ครูโดนไล่ออกจากราชการเลย ขนาดผู้ปกครองที่ร้องเรียนไป ยังร้องไห้ไม่อยากให้ครูไป (ที่ร้องเรียนเพราะนึกว่าส่วนกลางจะให้งบเพิ่ม กลายเป็นส่วนกลางลงดาบครูดีๆที่พยายามดิ้นรน) นี่แหละครับ ชีวิตประจำวันของสตง. มันทำให้ ข้าราชการดีๆหมดกำลังใจ แล้วข้าราชการที่เหลือ ก็อยู่แบบเกียร์ว่าง ไม่ทำ ไม่ผิดดีกว่า”
ผู้ใช้เฟซบูกดังกล่าวยังระบุอีกว่า “ครูไม่มีความรู้ ด้านการเงิน พัสดุ การก่อสร้าง อาคารเรียน มึงซักยังกับเราจบวิศวกร เงินบาทหนึ่งผิดก็ไม่ได้ แล้วดูพวก...สิ นั่งเก้าอี้ตัวละเกือบแสน ในขณะที่ครู ไปไหนก็ใช้รถส่วนตัว อุปกรณ์การเรียนเราก็หามาเสริมให้เด็กโดยใช้เงินส่วนตัว เครื่องปริ้นเตอร์พัง คอมพัง ไปแล้วกี่เครื่อง ใช้เงินส่วนตัวครูซื้อทั้งนั้น งบประมาณปีละ 7 หมื่นกว่าบาท ใน รร.ขนาดเล็ก ยังน้อยกว่าเก้าอี้ที่พวก...นั่งเลย”
โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามากดถูกใจมากกว่า 2.3 หมื่นครั้ง แชร์ไปกว่า 1.9 หมื่นครั้ง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นกันอีกจำนวนมาก
อปท. VS สตง. กับประเด็น “ตรายางประจำตำแหน่ง”
นอกจากนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “บรรณ แก้วฉ่ำ” ยังได้โพสต์ถึงการทำงานของ สตง.ที่ทักท้วงการดำเนินการบางอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่แล้ว สตง.เองก็ทำในสิ่งเดียวกัน โดยระบุว่า “กรณี สตง.ท้วง อปท.ทำตรายางประจำตำแหน่ง สตง.ขอนแก่น ท้วงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กรณีทำตรายางประจำตำแหน่ง เพื่อใช้ประทับลงในหนังสือราชการ ว่าตรายางประจำตำแหน่งดังกล่าวมีชื่อ นามสกุลของเจ้าหน้าที่ จึงมีลักษณะเป็นของใช้ส่วนตัว เบิกจ่ายจากเงินของทางราชการไม่ได้ จนต้องหารือท้ายสุดหนังสือหารือตอบว่า ใช้เงินแผ่นดินจ้างทำตรายางได้”
“อีกภาพ เป็นหลักฐานประกาศ สตง.ขอนแก่น ที่ใช้เงินแผ่นดิน จ้างทำตรายางให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานตนเอง จ้างทำตรายางให้กับ ผอ.สตง.โดยวิธี "เฉพาะเจาะจง" ในราคาถึง 480 บาท แพงกว่าราคาตามท้องตลาด มาตรฐานหน่วยงาน "อิเหนา" คนท้องถิ่นที่ต้องสูดหายใจลึกๆ กันมาก่อน”
โดยโพสต์ดังกล่าวเมื่อมีการเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามากดถูกใจมากกว่า 2 พันครั้ง แชร์ไปกว่า 1.1 พันครั้ง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นกันอีกจำนวนมาก
โรงเรียนจัดงบซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ถูกถามรู้ได้ไงว่านักเรียนจะอ่าน!
ขณะที่คอลัมนิสต์ชื่อดัง สรกล อดุลยานนท์ หรือ “หนุ่มเมืองจันท์” ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสะท้อนความรู้สึกถึงการทำงานของ สตง.ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า “เมื่อหลายปีก่อน ช่วงรัฐบาล คสช. เพิ่มอำนาจให้กับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสร้างขั้นตอนการเบิกจ่ายที่รัดกุมแต่ยุ่งยากเกินเหตุ แบบคนไม่เคยทำงาน ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของจังหวัดในภาคอีสานคนหนึ่งเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง หน่วยงานของเขาจัดงานหนังสือ ชวนสำนักพิมพ์ต่างๆไปร่วมงาน เพื่อกระตุ้นให้คนในจังหวัดรักการอ่าน เขาเห็นว่าห้องสมุดโรงเรียนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้นักเรียนรักการอ่าน จึงจัดสรรงบให้กับห้องสมุดแต่ละโรงเรียนมาซื้อหนังสือในงาน คนที่ไปงานหนังสือจะรู้ดีว่าหนังสือในงานนั้น แต่ละสำนักพิมพ์จะลดราคามากกว่าซื้อในร้านหนังสือ”
“ไอเดียนี้เป็นไอเดียที่น่ารักมาก บางโรงเรียนบรรณารักษ์ก็เป็นคนซื้อเอง บางโรงเรียนน่ารักกว่า แทนที่จะคิดแทนนักเรียนที่เป็นคนอ่าน เขาให้เด็กเป็นคนเลือกซื้อ อยากอ่านหนังสืออะไรก็ซื้อเล่มนั้น ฟังดูแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรใช่ไหมครับ ถ้าคิดแบบนั้น คุณคิดผิด วันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่สตง.มาตรวจงบค่าใช้จ่ายในงานนี้ เห็นงบที่จัดสรรให้ห้องสมุดโรงเรียน ผู้บริหารคนนี้เล่าว่า เจ้าหน้าที่ สตง.ตั้งคำถามที่เขานึกไม่ถึง เจ้าหน้าที่คงเห็นวัตถุประสงค์ของโครงการว่าช่วยให้นักเรียนรักการอ่าน เขาตั้งคำถามง่ายๆ ที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมชัดเจน “เอาเงินให้ห้องสมุดไปซื้อหนังสือ แล้วรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนจะอ่าน” คำถามนี้คมคายมาก ผมจำจนถึงวันนี้”
โดยโพสต์ดังกล่าวเมื่อมีการเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามากดถูกใจมากกว่า 9.7 พันครั้ง แชร์ไปกว่า 2.2 พันครั้ง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นกันอีกจำนวนมาก
คำถามชวนอึ้ง แพทย์ผ่าพิสูจน์ศพ ถูกถามรู้ได้ไงว่าตายจริง!
ขณะที่ นาวาอากาศตรี นพ.อรรถสิทธิ์ ดุลอำนวย แผนกนิติเวชศาสตร์ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้โพสต์เล่าประสบการณ์ถูก สตง. เข้าตรวจสอบในแผนกที่ทำงาน และเจ้าหน้าที่ได้ได้ขอดูรายงานการผ่าพิสูจน์ศพทั้งหมด ก่อนจะเจอถามคำถามชวนอึ้งโดยระบุข้อความว่า ประสบการณ์ของผมกับเจ้าหน้าที่ สตง.
1.หลายปีก่อนหน่วยงานของผมได้รับการเข้าตรวจจาก สตง. แผนกผมก็มีเจ้าหน้าที่ สตง. เข้ามาตรวจหนึ่งท่านเป็นสุภาพสตรีอายุไม่เยอะ ลงมาท่านเดียว
2. เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแจ้งว่าต้องการขอดูรายงานการผ่าพิสูจน์ศพทั้งหมด (autopsy report) เราทุกคนตกใจมากและแจ้งว่าให้ดูไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลลับของผู้เสียชีวิตแต่ละราย และไม่เคยมีมีใครมาขอดูมาก่อนตั้งแต่ทำงานมา
3. เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีอำนาจเข้าตรวจสอบแน่นอน แล้วกล่าวต่อหน้าเพื่อนอาจารย์แพทย์และข้าราชการอีกหลายคนในห้องว่า “อิจฉาอยู่ค่ะ เพราะหมอได้เงินเยอะ เบิกเงินเยอะ เลยต้องมาตรวจ” 4. ระหว่างการตรวจเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่ารายงานแต่ละฉบับมีความยาวสั้นไม่เท่ากัน บางฉบับ 5 หน้ากระดาษ A4 บางฉบับ 2 หน้า บางฉบับ 1 หน้า ฉบับที่สั้น ๆ น่าจะไม่มีคุณภาพ ระวังจะถูกเรียกเงินคืน ทั้งทั้งที่แต่ละเคสรายละเอียดไม่เหมือนกัน
5. ตรวจไปตรวจมา ตอนสุดท้ายจะกลับ เจ้าหน้าที่ก็พูดประโยคที่ทุกคนตกใจไม่คาดว่าจะได้ยิน เพราะเราผ่าศพรวมกันมาแล้วเป็นหมื่นร่าง ไม่เคยได้ยินประโยคอะไรแบบนี้ คุณเจ้าหน้าที่บอกว่า ”แล้วจะรู้ได้ไงคะ ว่าคนพวกนี้ตายจริง ?“ ทำให้พวกเราจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ 6. สิ่งที่ผมทำได้ในขณะนั้นคือแจ้งผู้บังคับบัญชา และเล่าให้อาจารย์แพทย์หลายคนฟัง คำตอบที่ได้คือ มันเป็นวิธีการตรวจของเค้าตามปกติที่จะยั่วให้เราโกรธและโมโหแล้วจะสังเกตพฤติกรรมของเรา ให้เราวางเฉย ปล่อยผ่าน ผมไม่พอใจในคำตอบ
7. คืนนั้นผมเข้าเว็ปไซด์ของ สตง. เพราะคิดว่าจะมีช่องทางให้ร้องเรียนออนไลน์กับท่านผู้ว่า สตง.ได้ไหม? ปรากฎว่ากลับเจอธรรมนูญการตรวจเงินแผ่นดินที่บัญญัติว่า ผู้ตรวจต้องปฏิบัติกับผู้รับตรวจด้วยความเสมอภาค กริยามารยาทสุภาพ…. ฯ 8. วันรุ่งขึ้นผมจึงไปพบหัวหน้าชุดของ สตง. ที่เข้าตรวจ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น และท่านหัวหน้าได้กล่าวขอโทษและจะไปกำชับคุณเจ้าหน้าที่ไม่ให้แสดงพฤติกรรมเช่นนั้นอีก
P.S. ข้าราชการไม่ได้กลัวการตรวจสอบ ขอแค่เวลาตรวจท่านทำตามธรรมนูญที่ท่านบัญญัติไว้ก็เพียงพอแล้ว”
โดยโพสต์ดังกล่าวได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามากดถูกใจมากกว่า 5.9 พันครั้ง แชร์ไปกว่า 3.5 พันครั้ง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นกันอีกจำนวนมาก
สตง.ขอตรวจวัด "ความยาวพริกขี้หนู" รองอธิบดียังเหงื่อตก
เช่นเดียวกับ นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “รถบัสบรรทุกผู้ต้องขังคันนี้ เป็น 1 ใน 3 คัน ที่ผมจัดซื้อสมัยเป็นผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ปี 2562 งบประมาณคันละ 6 ล้านบาท รวม 3 คัน 18 ล้าน ใช้วิธี E bidding เมื่อรับมอบรถ จ่ายเงินเสร็จได้ 3 วัน สตง.ขอเข้าตรวจ!! การตรวจ ก็จะดูกระบวนการจัดซื้อ ดูสภาพรถว่าตรงคุณลักษณะตามข้อกำหนดใน TOR หรือไม่ รถชุดนี้ขั้นตอนการซื้อถูกต้องเป็นไปตามระเบียบ แต่มีเพิ่มเติมคือเราขอเขาเยอะมากคือขอให้กั้นห้องแยกในรถเพิ่ม แก้เรื่องที่นั่งโดยสาร และแก้เรื่องระบบประตู ให้ดีกว่าคุณลักษณะเดิม สุดท้ายก่อนส่งมอบรถก็ขอวิทยุสื่อสารแบบ Base station ติดประจำรถทุกคัน ผู้ขายไม่งอแงเลย ขออะไรก็ให้หมด เพราะเราไม่ได้ขอเงินทอน ผมไม่แน่ใจว่า สตง. ดีใจหรือเสียใจกลับไป
ปล. มาเจ็บใจตอนที่เขาไปตรวจอาหารดิบที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แล้วไปขอวัดขนาดความยาวพริกขี้หนู ว่าเป็นไปตามคุณลักษณะหรือไม่ เป็นใครก็เหงื่อตกครับ”