เรื่องราวของ “ทราย สิรณัฐ สก๊อต” หรือ “ทราย สก๊อต” เจ้าของฉายามนุษย์เงือก ที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำลังเป็นที่สนใจในโซเชียลมีเดีย หลังจากไม่นานมานี้ เขาโพสต์ข้อความเหมือนกับจะยุติบทบาทที่ปรึกษาฯ
“ผมเลือกที่เสียสละงานที่ผมรักกับตำแหน่งของผม เพื่อโอกาสที่จะสะท้อนเรื่องจริงของปัญหาทะเลทางภาคใต้ เหนือกว่าตำแหน่งผมคือความรักที่ผมมีต่อทะเล ขอบคุณสำหรับทุกประสบการณ์และผมเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่เสมอ…ผมเดินต่อครับ”
ในโพสต์เดียวกันที่เขาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ยังมีภาพแชทไลน์ที่เขาส่งข้อความถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการถูกถอนออกจากตำแหน่ง
“ทรายไม่อยากให้อธิบดีกังวลหรือรู้สึก อึดอัด ทรายไม่ได้รู้สึกไม่ดีนะครับถ้าอธิบดีจะถอนทรายจากตำแหน่ง ทรายได้ทำเต็มหน้าที่และดีใจที่สังคมเขาเห็นด้วย กับสิ่งที่ทรายได้ทำร่วมกับอุทยาน ตอนนี้คนได้เห็นนิสัยที่แท้ของบริษัททางภาคใต้ ซึ่งปัญหาเรื่องนี้มันสะสมจากการเพิกเฉยของคนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ของเราเอง จนส่งผลให้แนวปะการังและทรัพยากรเรา เสื่อมโทรม..ถึงขั้นว่าหลายจุดฟื้นตัวกลับมายาก”
“ตั้งแต่เริ่มทรายประเมินว่าการช่วยอุทยาน ในภารกิจอนุรักษ์ทางดีที่สุดทรายต้องสะท้อนเรื่องจริงและออกมาพูดในสิ่งที่ เจ้าหน้าที่ต้องเจอ (ไม่ได้กล่าวถึงว่าเจ้าหน้าที่เราเองทำหรือไม่ทำ เพราะทรายทำเป็นตัวแทนให้) แม้ว่ามันจะส่งผลให้คนในพื้นที่ไม่ชอบทราย แทนที่จะไม่ชอบอุทยาน ทรายยอมรับในผลเพื่อภารกิจแล้วทรายรู้ว่าสิ่งที่ทรายได้ทำจะเห็นผลและดีกับภารกิจอนุรักษ์ในระยะยาวเพื่อแก้ไขภาพ มาตรฐานการท่องเที่ยวที่ล้มเหลวตอนนี้ครับ ทรายไม่อยากให้อธิบดีอึดอัดครับ ทราย ขอบคุณทุกๆ ประสบการณ์เสมอครับ”
แม้ว่าล่าสุด นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนัก โดยมีสาระสำคัญในทำนองเดียวกันว่า ยังไม่มีการถอนออกจากตำแหน่ง แต่ก็ทำให้หลายฝ่ายอดสงสัยไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น จึงนำไปสู่เหตุการณ์ที่ต้องปลด “ทราย สก๊อต” พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาฯ
จากคำทักทาย “หนีห่าว” สู่การเหยียดผิวคนเอเชีย
ประเด็นที่ถูกยกมาพูดถึงมากที่สุด คือ คลิปวิดีโอที่เขาเผยแพร่หลังจากโพสต์ระบายความในใจ เป็นคลิปเหตุการณ์ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาทักทายเขาว่า “หนีห่าว” (คำทักทายภาษาจีน) ซึ่งทรายมองว่าคำทักทายดังกล่าวเป็นการเหยียดผิวคนเอเชีย จึงเกิดการปะทะคารมกัน
คำทักทาย “หนีห่าว” จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กับประเด็นเหยียดผิวคนเอเชีย ถูกถกเถียงอย่างกว้างขวาง บางฝ่ายเข้ามาถามถึงความเหมาะสมในการทำคอนเทนต์ดังกล่าว บางฝ่ายก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย
แต่ในทางกลับกันก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุน “ทราย สก๊อต” ด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ “ดีเจมะตูม” ที่เข้ามาแสดงความเห็นสนับสนุนว่า การทักทายของชาวต่างชาติที่มีต่อคนเอเชียเช่นนี้ คือการเหยียดผิวแบบรุนแรง
“จากที่เคยอาศัยอยู่ในยุโรปมาเกือบ20ปี ขอยืนยันว่าคำว่า ni hao คือเหยียดแบบรุนแรงครับ เจอมาตลอดตั้งแต่ high school ยันที่ office โดยจะมองพวก asia ผมดำ และทำท่าล้อเลียนเอามือมาดึงหางตาให้ตี่ๆ และตะโกนว่า ni hao และหัวเราะกันเสียงดัง คือผมอยู่กับสังคมนี้มานานจนชิน บางทีก็ตะโกน konishiwa แล้วก็ทางตลกๆ หรือแบบเดินข้างถนนจู่ๆ ก็กระโดดมาด่าเลยก็มี”
“ฝั่ง Asia เราโดนหนักมากๆ ถ้าย้อนไป20ปีก่อนนะคับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณทรายโดนออกจากงานตรงนี้เพราะปกป้องประเทศไทยในมุมสายตาชาวโลก ผมขอซัพพอร์ตสุดใจ อย่าลืมนะครับ บางประเทศก็เซนซีทีฟครับ นักท่องเที่ยวควรศึกษาข้อมูล กฏระเบียบ กาละเทศะแต่และประเทศของพวกคุณที่จะไปกันด้วยครับ ลองมองดีๆ ถ้าเคสนี้คนไทยไปทำที่ชาติอื่น เราอาจคงโดนหนักกว่าเชิญออกจากหาดแน่ครับ ขอให้คุณทรายอยู่ซัพพอร์ตทะเลไทยต่อไปให้สมกับที่ชื่อทรายครับ”
สารพัดคอนเทนต์ เตือนนักท่องเที่ยว – เรือทำผิดกฎ
หากเราเข้าไปติดตามในโซเชียลมีเดียของ “ทราย สก๊อต” จะพบว่า เขาได้ทำวิดีโอคอนเทนต์ เกี่ยวกับการรณรงค์ท้องทะเล การตรวจสอบนักท่องเที่ยวและเรือที่ทำผิดกฎไว้เป็นจำนวนมาก อาทิ ตักเตือนนักท่องเที่ยวที่เก็บหอย เศษปะการังกลับบ้าน , ตักเตือนนักท่องเที่ยวเหยียบจับปะการัง , ตักเตือนเรือที่ทิ้งสมอในแนวปะการังที่ปิดเพื่อฟื้นฟู ฯลฯ
ที่ปรากฎเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ คือช่วงกุมภาพันธ์ 2568 เขาโพสต์คลิปวิดีโอการเผชิญหน้ากับนักท่องเที่ยวที่ฝืนว่ายน้ำในเขตฟื้นฟูปะการัง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 700 เมตรจากหาด โดยรอบตัวไม่พบเรือหรือไกด์ที่คอยตักเตือนหรือดูแลความปลอดภัยให้ได้แต่อย่างใด
การเผชิญหน้าดังกล่าว นำไปสู่การปะทะคารมกับนักท่องเที่ยว ถูกตำหนิว่า “บ้า” และไม่สนใจเรื่องกฎของประเทศไทย และบางประโยคยังมีการพูดทำนองว่า “จะไม่กลับมาประเทศไทยอีกแล้ว”
“ผมต้องเน้นย้ำว่าปัญหาเรื่องนี้มันจะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกถ้าบริษัททัวร์และไกด์มีความรับผิดชอบมากกว่านั้นเค้าเป็นคนที่จะต้องทำทัวร์และแจ้งนักท่องเที่ยวตามพื้นที่ปิดที่อุทยานประกาศว่าเล่นตรงไหนได้ ซึ่งทุกรอบทางอุทยานได้ประกาศไปยังฝ่ายการท่องเที่ยวเสมอ” ทราย สก๊อต เขียนข้อความตอนหนึ่งในโพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าว
ดอกไม้และก้อนอิฐถึง “ทราย สก๊อต”
แม้ว่าคอนเทนต์รณรงค์ อนุรักษ์ทะเลไทย รวมไปถึงการห้ามปรามผู้ทำผิดกฎ จะทำให้เขาได้รับคำชื่นชม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายคลิปวิดีโอถูกตั้งคำถามถึงความไม่เหมาะสม ซึ่งมีการพาดพิง ตำหนิไกด์นำเที่ยว เรือบริการ รวมถึงผู้ประกอบการนำเที่ยว
จนทำให้บางกรณีก็เป็นเหตุให้มีการเข้าชื่อร้องเรียนมายังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในทำนองว่า ไม่เอา “ทราย สก๊อต” อีกด้วย
เช่นเดียวกับในโพสต์ที่เขาตัดพ้อเกี่ยวกับการถูกถอนออกจากตำแหน่ง ก็มีบางฝ่ายก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นที่มีต่อเขาในเชิงลบเช่นกัน
“การตักเตือนและอนุรักษ์ทรัพยากรณ์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดี พวกเราให้ความร่วมมือแทบที่จะไม่ต้องร้องขอ แต่การออกมาโจมตีพร้อมคลิปและรูปภาพ ใส่เสื้ออุทยาน ใช้เรืออุทยาน มันดูมีน้ำหนักค่ะ ขณะนี้ไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ปล่อยคลิปออกมาโจมตี พอฝั่งเราแสดงจุดยืน หรือ ให้ข้อเท็จจริงกับชาวเน็ต คุณลบและบล็อคออกหมดทุกช่องทาง”
“ทุกคนก็รักทะเลเช่นกัน ไม่แตกต่างจากคุณ คุณควรให้เกียรติผู้อื่นด้วย ไม่ควรโจมตีในทางที่ไม่สมควร บางอย่างผมเห็นด้วย บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วยกับคุณ การโพสต์แบบให้ตัวเองถูกเสมอ แล้วให้คนอื่นถูกมองว่าผิด นั้นไม่สมควรกระทำ บางอย่างเป็นความจริง บางอย่างไม่เป็นความจริง คนบางคนเสพแค่มองจากโพสต์ แต่ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นๆ ถ้าคนที่หัวอ่อนเชื่อคนง่ายแบบไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็จะสนับสนุนคุณเพราะคิดว่าคุณทำถูก เหรียญมีสองด้าน ควรมองให้ครบทุกด้าน ทุกปัญหามีทางแก้ไข บางอย่างต้องใช้เวลา การให้เกียรติผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ”
แต่ในทางกลับกันก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจ “ทราย สก๊อต” ด้วย
“ถ้ารักทะเลจริงต้องอยู่ต่อครับ ถ้าทรายไม่อยู่ต่อความมักง่ายจะค่อยๆ ทำลายทะเลครับ อยู่ต่อเพื่อทะเลที่รักครับ #saveทรายสก๊อต”
“ชื่มชมน่ะครับที่กล้าทำในสิ่งที่ถูกเพื่อรักษาธรรมชาติเพื่อคนหมู่มาก ไม่ใช่เอาอกเอาใจคนหมู่น้อยที่กอบโกยประโยชน์ของคนหมู่มากเพื่อปากท้องตัวเอง สนับสนุนให้ทำต่อไปครับ”
“เป็นกำลังใจให้คุณทรายนะคะ เชื่อว่าคนทุกคน สามารถเที่ยวทะเลได้ โดยไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมมากเกิน และสามารถอยู่ในกฏระเบียบได้ เท่าที่สังเกต คุณทรายตักเตือน เรื่องที่มันดูร้ายแรง เช่นกินเบียร์บนเรือ เรือลักลอบเข้าไปในพื้นที่ฟื้นฟู ทะเลใต้มีพื้นที่สวยๆเยอะ ทัวร์ก็มีเวลาให้พื้นที่ได้ฟื้นฟูสักหน่อย ทีเราไปเที่ยวที่ไหน เรายังต้องเคารพกฏที่บ้านเค้าเลย นักท่องเที่ยวต่างชาติควรจะต้องเคารพเราเช่นกัน ไม่ใช่ทัวร์เอื้อนักท่องเที่ยวไปหมด จนกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
ทั้งหมดเป็นเรื่องราวบางส่วนที่เกิดขึ้นกับ “ทราย สก๊อต” ในวันที่โพสต์ตัดพ้อถึงการทำหน้าที่อนุรักษ์ทะเลใต้ ท่ามกลางความเห็นสนับสนุนและต่อต้านที่มีต่อเขา