คณะพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการพิจารณาสำนวนการสอบสวนความผิดเกี่ยวกับคดีฮั้วประมูลสร้างตึก สตง. ว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวนคดีนอมินี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เสร็จสิ้น ได้ขยายผลดูเรื่องการได้มาซึ่งสัญญา 3 ฉบับ เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างตึก สตง.ประกอบด้วย
- สัญญารับเหมาก่อสร้าง
- สัญญาการออกแบบ
- สัญญาการควบคุมงาน
พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และจากการสอบปากคำพยานกลุ่มบริษัทที่เคยเสนอราคา E-Bidding ทำให้มีความชัดเจนแล้วว่า นอกจาก 6 รายในกิจการร่วมค้า PKW (ตามสัญญาการควบคุมงาน) ยังมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. เข้ามาเกี่ยวข้องในสัญญาฮั้วประมูล
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเผยอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ความผิดของบุคคล 6 รายภายใต้กิจการร่วมค้า PKW ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมงาน ตามขั้นตอนแล้วจะต้องมีวิศวกรมาควบคุมงานจริง แต่ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกลับพบว่า มีการปลอมเอกสารลายเซ็นของวิศวกรเพื่อให้ได้งาน
และจากพยานหลักฐาน ยังพบว่า นายกฤตภัฏ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการร่วมค้า PKW ร่วมกันกับ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง จวบจนการควบคุมงาน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริหารระดับสูงของ สตง. ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการฮั้วประมูล มีพฤติกรรมเป็นคนจัดฮั้วประมูล ล็อกสเปกว่าจะเอาหรือไม่เอาบริษัทใดบ้าง
เช่น การออกแบบ ได้เจาะจงเลือกบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด มาเขียนแบบ เพื่อเอื้อให้บริษัทจีน (กิจการร่วมค้า ITD-CREC : บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ และบริษัท อิตาเลียนไทยฯ) ได้ก่อสร้าง จากนั้นก็เอาบริษัทควบคุมงาน (กิจการร่วมค้า PKW) ที่ไม่ได้มีการควบคุมงานจริง มาอ้างใช้ในการควบคุมงาน พฤติกรรมเช่นนี้ก็เหมือนเป็นการนำเอาเงินของรัฐไปทำให้เกิดความเสียหาย
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า สำนวนการสอบสวนคดีฮั้วประมูล ดีเอสไอจะได้ส่งให้สำนักงาน ป.ป.ช. ภายในกรอบสัปดาห์หน้า โดยจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพื่อที่ ป.ป.ช. จะได้นำเรื่องเข้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ชุดใหญ่) พิจารณาว่าจะมอบหมายให้ดีเอสไอดำเนินการบางส่วน หรือ ป.ป.ช. จะดำเนินการเองทั้งหมด