เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 5 ส.ค. 68 กัมพูชาเดินหน้าเล่นสงครามข่าวสาร

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาวันที่ 13 สถานการณ์ปกติ แต่ฝั่งกัมพูชาเล่นสงครามข้อมูลข่าวสารเต็มที่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่มีเหตุรุนแรง

วันที่ 5 ส.ค. 68 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เผย สถานการณ์ภาพรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ทั่วไป ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 4 ส.ค. ถึง เช้าวันที่ 5 ส.ค. ยังคงเป็นปกติ ไม่มีรายงานเหตุรุนแรงบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน

เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 5 ส.ค. 68 กัมพูชาเดินหน้าเล่นสงครามข่าวสาร FB/Samdech Hun Sen of Cambodia
สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา

ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงยังคงเฝ้าระวังวางกำลังตามแนวปฏิบัติการตามแผน

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชา ยังอยู่ในห้วงการประชุม GBC ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 68 โดยวันที่ 4-6 ส.ค.68 เป็นการประชุมฝ่ายเลขานุการ และวันที่ 7 ส.ค.68 เป็นการประชุมหลัก

ขณะที่ พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุในการแถลงข่าวเช้าวันที่ 5 ส.ค. ว่า สถานการณ์ในแนวหน้าตั้งแต่เวลา 00.00 น. จนถึงเวลา 06.15 น. บริเวณจังหวัดพระวิหารและจังหวัดอุดรมีชัย ยังอยู่ในภาวะสงบ

“ฮุน เซน” โต้ ไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญกัมพูชา

จากกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า การที่ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เข้ามามีส่วนร่วมในการบัญชาการกองทัพระหว่างเหตุปะทะไทย-กัมพูชาถือเป็นการกระทำเกินอำนาจหน้าที่ และละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญกัมพูชาหรือไม่นั้น

ล่่าสุด เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 68 ฮุน เซน ได้โพสต์เฟซบุ๊กในเวลาประมาณ 18.40 น. ยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำ ไม่ได้ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และบอกว่าเขายังคงมีสถานะเป็นนายพลระดับ 5 ดาวอยู่

อ่านต่อ: “ฮุน เซน” โต้ ร่วมบัญชาการกองทัพไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญกัมพูชา

กัมพูชาเล่นสงครามข่าวสาร

ทางฝ่ายกัมพูชามุ่งหน้าใช้สงครามข่าวสาร โดยหลังจากเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ออกมาอ้างว่าไทยรุกล้ำอธิปไตยในพื้นที่ช่องอานม้า ยังได้ออกมาอ้างอีกหลายเรื่อง

หนึ่งในนั้นคือ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. สำนักข่าว Phnom Penh Post ของกัมพูชา รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC), มูลนิธิโกลเดนเวสต์ (Golden West) ซึ่งให้ความช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดอย่างหนัก และ NPA (Norwegian People’s Aid) องค์กรที่ทำงานกำจัดทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิด ได้ร่วมกันประเมินระเบิด MK-84 ที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งพบในเขตบันทายอัมปิล จังหวัดอุดรมีชัย

เฮง รัตนา ผู้อำนวยการ CMAC อ้างว่า “ทีมผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ระเบิด MK-84 ที่พบมีหมายเลขล็อต IMI 96G015-11 และผลิตในปี 2539”

เขาเสริมว่า “หัวหน้าองค์กรโกลเดนเวสต์กัมพูชา และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดที่ทิ้งจากเครื่องบินในภูมิภาค ได้เข้าร่วมในการพิจารณารายละเอียดทางเทคนิคของระเบิด MK-84 เขายังยืนยันว่าระเบิด MK-84 ผลิตในปี 2539 และไทยอาจซื้อจาก IMI (Israel Military Industries) ซึ่งมีสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายระเบิด MK นี้”

“ระเบิด MK-84 ผลิตในปี 1996 ดังนั้นจึงไม่ใช่ระเบิดที่เหลือจากสงครามอินโดจีนอย่างแน่นอน! ผมเชื่อมั่นว่าโลกเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี!”

อ่านข่าว: กัมพูชาอ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ MK-84 ไม่ใช่ระเบิดเก่า ไทยซื้อจากอิสราเอล

นอกจากนี้ สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชายังอ้างแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ระบุว่า หน่วยข่าวกรองต่างประเทศรายงานว่า ไทยมีแผนที่จะใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT6 ซึ่งติดตั้งระเบิดนำวิถีด้วย GPS ของเกาหลี ในการลอบสังหาร ฮุน เซน และฮุน มาเนต

Fresh News อ้างว่า เครื่องบินจะถูกนำไปใช้ทดสอบที่จังหวัดตราดก่อน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ จากนั้นจะใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT6 บินมาจากจังหวัดตราด เลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตาของหน่วยยามฝั่งกัมพูชา และรอข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองภายในกัมพูชา เพื่อค้นหาบ้านพักของ ฮุน เซน และฮุน มาเนต เพื่อทิ้งระเบิด

ไทยโต้ทุกข่าวปลอม

กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์  เกี่ยวกับการรายงานข่าว และโพสต์บนโซเชียลมีเดียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ที่มีข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยกำลังวางแผนลอบสังหารประธานวุฒิสภา ฮุน เซน และนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต โดยอ้างแหล่งข่าวกรองต่างประเทศ นั้น นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งขาดการไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลโดยสิ้นเชิง โดยข้อกล่าวหาดังกล่าว มีเจตนาเพียงเพื่อใส่ร้ายไทยเท่านั้น

ขณะที่กองทัพอากาศ ยืนยัน “ข่าวปลอม” กรณี สื่อกัมพูชาอ้างถึงแผนการสังหารผู้นำกัมพูชาด้วยอากาศยานทหารของไทย

โดยกองทัพอากาศยึดมั่นในหลักคุณธรรมและกฎหมายสากล ทุกปฏิบัติการทางอากาศดำเนินการภายใต้ สิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา (51) และเป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดย ยึดหลักความชอบธรรมในการป้องกันตนเอง เป็นสำคัญ

ด้านกองทัพไทยชี้แจง กรณี เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) อ้างว่า “ทีมผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ระเบิด MK-84 ที่พบมีหมายเลขล็อต IMI 96G015-11 และผลิตในปี 2539 (1996) โดยไทยอาจซื้อจาก IMI (Israel Military Industries) ซึ่งมีสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายระเบิดรุ่นนี้จึงไม่ใช่ระเบิดที่เหลือจากสงครามอินโดจีนอย่างแน่นอน”

กองทัพไทยเชื่อว่าสังคมโลกจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ว่าที่ผ่านมา กัมพูชาพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงมาอย่างต่อเนื่อง

ต่อกรณีนี้ขอเรียนว่า การทำงานของ CMAC ในช่วงที่ผ่านมา ไม่จริงใจต่อการเก็บกวาดทุ่นระเบิดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลายพื้นที่พบมีความล่าช้ากว่ากำหนดเวลามาตลอด ไม่เหมือนของ TMAC ฝ่ายไทย

จากการพิจารณาจากรูปลักษณะกายภาพของระเบิด MK-84 ที่ กัมพูชาอ้างถึง เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมรูปลักษณะ และร่องรอยที่เกิดขึ้นจากการตกกระทบแล้ว ปรากฏชัดเจนว่า ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแน่นอน

กรณีข้อกล่าวอ้างเรื่องระเบิด MK-84 เป็นของกองทัพอากาศไทยนั้น ได้รับการประสานข้อมูลมาว่า กองทัพอากาศไม่เคยมีการจัดซื้อระเบิดรุ่นดังกล่าว จากแหล่งที่กล่าวอ้างถึง

โดยกองทัพอากาศไทย มีแนวทางการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากกลุ่มพันธมิตรที่ได้รับการรับรองผ่านความร่วมมือทางกระทรวงกลาโหมเท่านั้น การพิสูจน์หลักฐานต่าง ๆ ควรผ่านการตรวจสอบจากองค์กรที่เป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือในดับระดับสากล มิใช่ องค์กรจากฝ่ายกัมพูชาฝ่ายเดียว

ยืนยันการปฏิบัตการทางอากาศของกองทัพอากาศไทย เป็นการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัติสหประชาชาติ มาตรา 51 และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และหลักความชอบธรรมตามสิทธิป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด

อีกทั้งขอให้กัมพูชาใช้ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบทางเทคนิคจากองค์กรที่เป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนข้อมูลในห้วงเวลาที่สถานการณ์มีความละเอียดอ่อน

เร่งแจก N95 ประชาชน-ทหารชายแดน ป้องกันกลิ่นศพทหารกัมพูชา

นายสมศักดิ์  เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวถึงศพของทหารกัมพูชาที่ส่งกลิ่นเหม็นบริเวณชายแดนว่า ได้สั่งการให้กรมอนามัยและกรมควบคุมโรคเข้าไปดูแลปัญหาเรื่องของกลิ่น โดยจัดหน้ากากอนามัย N95 ให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและผู้อพยพ เพราะหากเข้าไปใกล้หรือผู้อพยพเข้าไปอยู่ที่บ้านเร็วก็จะทำให้กลิ่นรบกวนการใช้ชีวิต  แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้อพยพยังไม่ได้กลับบ้านตามคำสั่งของฝ่ายความมั่นคง

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตามปฏิกิริยาทางเคมีของซากศพที่เป็นสารประกอบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็นไม่ได้ทำให้เชื้อโรคอะไร  แต่จะทำให้วงเวียนศรีษะและมีปัญหาตามมาสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพอนามัยหรือแพ้กลิ่น  การป้องกันโดยสวมหน้ากาก N95 หรือใช้น้ำยาที่เป็นสเปรย์ดับกลิ่น ก็จะช่วยบรรเทาได้  ซึ่งจะสาธารณสุขและสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเพราะปัญหาคือเราไม่สามารถเข้าไปจัดการในพื้นที่ของกัมพูชาได้  ส่วนเรื่องของโรคระบาดอื่นๆยังไม่มีอะไรน่ากังวล

อ่านต่อ: สมศักดิ์ เร่งแจกหน้ากาก N95 ประชาชน-ทหารชายแดน ป้องกันกลิ่นศพทหารกัมพูชา

กองทัพบกนำ ICRC เยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา

กองทัพบก ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้แก่คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานภูมิภาคคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ ในการเข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบตามข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชาที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และเป็นช่องทางในการติดต่อกับครอบครัว อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

โดยเฉพาะพันธกรณีตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน การดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

ในโอกาสนี้ กองทัพบกได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าพบและพูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพ เพื่อยืนยันว่าไม่มีการซ้อมทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ตามที่มีการกล่าวอ้างในบางสื่อ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

อ่านต่อ: กองทัพบกนำ ICRC เยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา พิสูจน์ให้โลกเห็นไทยยึดหลักมนุษยธรรม

ยันโรงเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่เร่งเปิดการเรียนการสอน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี การประกาศหยุดเรียนของโรงเรียนตามเขตปะทะแนวชายแดน ไทย-กัมพูชาจะเปิดสอนได้ตามปกติแล้วหรือไม่ ว่า ยังต้องปฏิบัติตาม คำแนะนำของฝ่ายความมั่นคง ที่ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่ ที่ยังเฝ้าระวัง เพราะฉะนั้นโรงเรียน ยังต้องเป็นศูนย์พักพิง ดูแลประชาชนต่อไป

ส่วนที่บางศูนย์อพยพมีการแจ้งให้ประชาชนกลับบ้านไปก่อน เพราะโรงเรียนจะต้องเปิดทำการแล้วนั้น นางนฤมลกล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นเช่นนั้น อย่างที่บอกว่าเราต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคง ในส่วนโรงเรียนที่เป็นศูนย์พักพิง เราไม่ได้เร่งเปิดขนาดนั้น ต้องดูความปลอดภัยของครูนักเรียน และผู้ปกครองด้วย

เมื่อถามว่าในช่วงที่ยังไม่สามารถไปโรงเรียนได้ รูปแบบการเรียนการสอนจะเป็นระบบเรียนออนไลน์หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า มีระบบออนไลน์พร้อม เพียงแต่ในช่วงที่ยังไม่สงบจึงยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้เครื่องมือ ได้แค่ไหน เพราะนักเรียนจะต้องเข้าถึงอุปกรณ์ได้ด้วย และส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นเรื่องของการจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ ในศูนย์พักพิง

ทหารกัมพูชาล้ำแนวชายแดนช่องอานม้า ฝ่ายไทยสั่งยุติการกระทำและเข้ากู้คืนพื้นที่

เจ้าหน้าที่ทหารพรานจากกองร้อยทหารพรานที่ 2310 ตรวจพบกำลังพลทหารกัมพูชา (ทกพ.) จำนวน 5 นาย เข้ามาดำเนินการตัดลวดหีบเพลงจำนวน 2 แถว ซึ่งฝ่ายไทยได้วางไว้เพื่อแสดงแนวเขตบริเวณตลาดช่องอานม้า

ทางเจ้าหน้าที่ไทยได้สั่งให้ทหารกัมพูชาหยุดการกระทำดังกล่าวและถอยกลับออกจากพื้นที่ โดย ทกพ. ได้ปฏิบัติตามและเดินทางออกจากบริเวณนั้น

จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้เข้าทำการกางลวดหีบเพลงกลับคืนสู่แนวเขตเดิม ขณะนี้ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่ฐานปฏิบัติการแดนไกล โดยสถานการณ์ทั่วไปยังคงเป็นปกติ 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ