เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 6 ส.ค. 68 เจรจาแบบใดทำไมป่วนไม่พัก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ยังต้องจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เพราะแม้สองฝ่ายจะอยู่บนโต๊ะเจรจา แต่พฤติการณ์ฝั่งกัมพูชาทำให้ชวนสงสัยว่าต้องการเจรจาจริงหรือ?

สถานการณ์สงบ – GBC เจรจาต่อเนื่อง

วันที่ 6 ส.ค. 68 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนวันที่ 5 ส.ค. 68 จนถึงช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ของวันนี้ ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน

เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 6 ส.ค. 68 FB/ក្រសួងការពារជាតិ
ทหารกัมพูชาป่วน ตัดลวดหีบเพลงฝ่ายไทย บริเวณช่องอานม้า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุด EOD ยังคงเข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง โดยภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ยังคงให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในพื้นที่รวบรวมพลเรือน

สำหรับการหารือภายใต้กรอบ GBC เมื่อค่ำวันที่ 5 ส.ค. ณ เวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย) คณะเลขานุการของไทย-กัมพูชายังคงประชุมและเจรจาอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างในท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงในเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ไทยตรึงกำลังเข้ม หลังกัมพูชาตัดลวดหนามช่องอานม้า

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 ส.ค. เกิดกรณีทหารกัมพูชาเข้าตัดรั้วลวดหนามที่ทหารไทยใช้ล้อมพื้นที่ช่องอานม้า ทำให้กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ออกมาชี้แจงว่า กัมพูชาได้มารื้อลวดหนามหีบเพลงบริเวณช่องอานม้าที่ทางทหารไทยได้ล้อมไว้จริง

โดยเหตุเกิดในช่วงเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 5 นาย เข้ามาตัดลวดหนามหีบเพลง ในบริเวณตลาดช่องอานม้า ที่ฝ่ายไทยได้กางไว้ เพื่อเป็นแนวเขต จำนวน 2 แถวลวดหีบเพลง

จากนั้น เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 2310 (ร้อย.ทพ.2310) ได้สั่งให้ยุติและให้ ทหารกัมพูชาจึงได้ถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ต่อมา จนท.ร้อย.ทพ.2310 ได้เข้าไปกางลวดหีบเพลง ให้เข้าสู่สภาพเดิม ส่วนทหารกัมพูชาได้ออกจากพื้นที่ดังกล่าวไปแล้ว และฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการแดนไกล

อ่านข่าว: เขมรถอยแล้ว! หลังป่วนตัดลวดหนามช่องอานม้า ล่าสุดทหารไทยตรึงกำลังเข้ม

กัมพูชาอ้าง ผิดหวังไทยจ่อดำเนินคดีทางกฎหมาย

จากกรณีเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งดำเนินคดีกัมพูชาทางกฎหมายทั้งแพ่งและอาญา ฐานใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทยจนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมากนั้น

ล่าสุดวันที่ 6 ส.ค. 68 เวลา 07.00 น. ในการแถลงข่าวช่วงเช้าของฝั่งกัมพูชา ชุม ซอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าว

โดยนายชุมระบุว่า “กัมพูชาได้รับทราบด้วยความผิดหวัง” ต่อรายงานเกี่ยวกับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกัมพูชาที่รัฐบาลไทยประกาศ

โฆษก กต. กัมพูชา บอกว่า “มาตรการทางกฎหมายนี้ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และเป็นความพยายามโดยเจตนาที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศจากนโยบายที่เป็นปรปักษ์ของไทยต่อกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีดินแดนกัมพูชาโดยไม่ได้รับการยั่วยุ”

เขากล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่การเบี่ยงเบนความสนใจจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการสูญเสียพลเรือน การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และการที่ไทยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ่านข่าว: กัมพูชา “ผิดหวัง” ไทยจ่อดำเนินคดีทางกฎหมาย อ้างลวดหนามช่องอานม้าถูกรื้อแล้ว

บุรีรัมย์จับชาวกัมพูชาพร้อมชุดทหาร BHQ

ตำรวจ สภ.ลำดวน จังหวัดบุรีรัมย์นำกำลังปิดล้อมบ้านพักแห่งหนึ่งใน อ.กระสัง จับกุมชายอายุประมาณ 40 ปี รูปร่างสันทัดมีลายสักเต็มหน้าอก ในที่เกิดเหตุพบเครื่องแบบชุดทหาร เสื้อกั้ก และหมวกติดตราสัญลักษณ์ BHQ ซึ่งเป็นทหารกัมพูชา ชุดองครักษ์พิทักษ์ “ฮุน เซน” เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ข้อมูลเพียงว่า มีการจับกุมทหารกัมพูชาชุดองครักษ์พิทักษ์ “ฮุน เซน” จริง โดยชายคนดังกล่าวอ้างว่าเป็นบ้านของภรรยาซึ่งเป็นชาวไทย

แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ คาดว่าน่าจะเป็นการแฝงตัวมาเพื่อสังเกตการณ์ หรือรายงานความเคลื่อนไหวของทหาร และฝ่ายความมั่นคงของไทยให้กับทางกัมพูชา ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง จึงได้นำตัวมาสอบปากคำ ส่วนรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผย เพราะอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล และรอผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานด้านความมั่นคงมาตรวจสอบอีกครั้ง

อ่านข่าว: ตำรวจบุรีรัมย์จับกุมตัวชาวกัมพูชา พร้อมชุดทหาร BHQ

จีนยืนยัน ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา

จากกรณีปรากฏข่าวและภาพที่อ้างว่า จีนบริจาคโดรนได้แก่กัมพูชาเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการชายแดน ล่าสุดวันที่ 6 ส.ค. 68 เวลา 10.00 น. โฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงว่า ตอบคำถามสื่อมวลชน “หลังจากตรวจสอบแล้ว พบว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเท็จ”

โฆษกฯ ระบุว่า ภาพที่ใช้ในรายงานดังกล่าวถูกถ่ายในระหว่างกิจกรรมสาธิตการบินที่จัดขึ้นโดย China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC) ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อ ม.ค. 67 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

อ่านข่าว: จีนยืนยัน ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา ชี้เป็นภาพเก่า-รายงานเท็จ

ญี่ปุ่นโต้ข่าวลือส่งโดรนให้ไทย

หลังจากที่มีกระแสข่าวลือว่า รัฐบาลญี่ปุ่น เตรียมจัดหาพร้อมส่งมอบโดรนรบให้กับประเทศไทย นั้น ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ สถานทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา (Embassy of Japan in Cambodia ស្ថានទូតជប៉ុននៅកម្ពុជា) โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า

สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ได้รับทราบว่ามีข่าวลือหรือข้อมูลว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหาโดรนติดอาวุธให้แก่ประเทศไทย ข้อมูลนี้เป็นเท็จ

รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยวางแผนที่จะจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่ประเทศไทย และไม่ได้รับคำขอดังกล่าวจากประเทศไทย ความช่วยเหลือของญี่ปุ่นจำกัดเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น หากท่านไม่เผยแพร่ข่าวปลอมนี้ เราจะขอบคุณอย่างยิ่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย และการฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนชาวกัมพูชาจะสามารถกลับสู่ชีวิตประจำวันที่สงบสุขโดยเร็วที่สุด

อ่านข่าว: สถานทูตญี่ปุ่นปัดข่าวลือส่งมอบ "โดรนติดอาวุธ" ให้ไทย ยันเป็นข้อมูลเท็จ

เล็งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกัมพูชา

นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี​ กล่าวถึงข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ (5 ส.ค.2568) ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญา​ ว่า​เราจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดู เนื่องจากเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรง ไม่ใช่เป็นการฟ้องศาลโลก แต่ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ​ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย​ รวมถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าไปดูว่าจะสามารถใช้ช่องทางใด ในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากทางกัมพูชา

อ่านข่าว: "ภูมิธรรม" เล็งสั่งฟ้องค่าเสียหายจากกัมพูชา แต่ไม่ใช่การฟ้องศาลโลก

กองทัพไม่ถอยกำลัง 11 จุด

เวลา 11.25 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ตอบกรณีกัมพูชาเรียกร้องให้ทหารไทยออกจากช่องอานม้า

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า สถานการณ์เป็นปกติ แต่เราไม่ถอย ซึ่งทั้ง 11 จุด เราทำแบบเดียวกัน คือ การวางรั้วลวดหนาม และนำกำลังไปวางไว้

บนภูมะเขือก็เช่นกัน มีการวางกำลัง เพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่เรียบร้อยต่อแผ่นดิน และยืนยันว่า เราอยู่ในเขตประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำหรือยึดพื้นที่นอกประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและกองทัพอยู่แล้ว

อ่านข่าว: แม่ทัพภาค 2 ยันกองทัพไม่ถอยกำลัง 11 จุด ลั่นอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น

จ่อปลดล็อกบินโดรนเกษตรหลัง 15 ส.ค.นี้

ศบ.ทก. แถลงสถานการณ์ชายแดนปกติ จ่อปลดล็อกบินโดรนเกษตร หลัง 15 ส.ค.นี้ ย้ำต้องลงทะเบียนถูกต้อง บินเฉพาะกลางวัน ปูดวงถก GBC ล่าช้าเหตุฝ่ายกัมพูชาต้องส่งเรื่องให้พนมเปญ

อ่านข่าว: ศบ.ทก.แจงสถานการณ์ชายแดนปกติ จ่อปลดล็อกบินโดรนเกษตรหลัง 15 ส.ค.นี้

โฆษกกัมพูชาอ้าง โลกรู้ความจริงแล้ว!

ในการแถลงข่าวรอบสายของกัมพูชา เพ็ญ โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะโฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าวว่า เขาขอประณามเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนของไทยที่เผยแพร่เรื่องราวเท็จโดยกล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นผู้รุกรานและยิงก่อนในช่วงหยุดยิง

เพ็ญ โบนา ระบุว่า ที่จริงแล้วไทยเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ประเทศมาเลเซีย โดยยืนยันว่า “ทั้งประชาชนชาวกัมพูชาและประชาคมโลกต่างตระหนักถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้”

โบนาย้ำว่า กัมพูชาได้เผชิญกับสงครามและความขัดแย้งมามากพอแล้ว และได้เลือกที่จะสร้างสันติภาพ ภายใต้นโยบาย “Win-Win” ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน เสนอ

เขาถามว่า “กัมพูชาเคยยั่วยุสงครามหรือละเมิดดินแดนของประเทศอื่นเมื่อใดหรือ” และกล่าวว่า “เราไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุยิง ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเพียงการบิดเบือนเพื่อโยนความผิด”

เพ็ญ โบนา ยังบอกว่า “โลกได้รู้ความจริงแล้ว ประเทศไทยไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป ขอให้เราร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนกองกำลังทหารที่กล้าหาญและผู้นำที่ชาญฉลาดและมีประสบการณ์ ซึ่งยุทธศาสตร์ของพวกเขาจะรับประกันทั้งสันติภาพและอธิปไตย”

อ่านข่าว: โฆษกกัมพูชาอ้าง โลกรู้ความจริงแล้ว ไทยไม่สามารถพูดอะไรตามอำเภอใจได้อีก

ICRC ไม่เปิดเผยผลการเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา

จากกรณีเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 กองทัพบก ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานภูมิภาคคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2

โดยหลังการเยี่ยมสิ้นสุด ICRC ยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดเผยผลการเยี่ยมต่อสาธารณชน

โดย ICRC ระบุว่า พวกเขาได้รับมอบอาณัติจากประชาคมโลกภายใต้อนุสัญญาเจนีวา ให้ดำเนินการเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงมีสิทธิเข้าเยี่ยมเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกควบคุมตัวซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาเจนีวา

ในฐานะองค์กรที่มีความเป็นกลาง เป็นอิสระ และไม่เลือกปฏิบัติ การทำงานของเราในสถานที่คุมขังจึงอยู่บนหลักการที่ยึดถือมาอย่างยาวนานเรื่องการรักษาความลับและการหารือแบบทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ

แนวทางการทำงานนี้ช่วยให้เราสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและพูดคุยได้อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยกับทั้งบุคคลที่เราเข้าเยี่ยมและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เป็นแนวทางที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงและรักษาสิทธิในการเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ICRC จะไม่เปิดเผยข้อค้นพบหรือข้อสังเกตจากการเข้าเยี่ยมต่อสาธารณะ หลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของเรา เพราะช่วยรับรองความปลอดภัยของผู้ที่เราให้ความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ของเรา และทำให้เรายังคงเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติตามหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าว: ICRC ยึดหลักการ ไม่เปิดเผยผลการเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ