22 ก.ย. 2568 น.ส.นิด (นามสมมุติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พร้อมด้วยผู้ปกครอง ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” หลังถูกกลุ่มรุ่นพี่จัดกิจกรรม “รับน้องโหด” หรือที่เรียกกันว่า “รับระบบ” และ “รับรุ่น” ซึ่งเป็นการรับน้องนอกรั้วมหาลัย โดยที่ไม่ใช่กิจกรรมของมหาลัย
น.ส. นิด ถูกทำร้ายร่างกายด้วยการเตะต่อยบริเวณหน้าอกและหลัง ถูกบังคับถ่ายบัตรประชาชนเก็บไว้เพื่อข่มขู่หากคิดจะถอนตัว โดยขู่หากเลิกรับระบบก่อนจบหลักสูตร จะถูกตามไปทำร้ายถึงบ้าน สร้างความหวาดกลัวและกังวลเรื่องความปลอดภัยกับครอบครัว โดยได้รับบาดเจ็บฟกช้ำหลายแห่งทั้งบริเวณหน้าอก หลัง และสะบักทั้งสองข้าง
น.ส.นิด ย้อนเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะนั้นเพื่อนชวนให้ไปเข้าร่วมการรับน้อง โดยรุ่นพี่อ้างว่าหากรับระบบสำเร็จจะได้คอนเนคชั่นรุ่นพี่ รุ่นน้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต ตนจึงยอมเข้าร่วม วันแรกที่เข้าร่วมถูกนัดไปที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งภายในซอยเรวดี 34 ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี
บ้านหลังดังกล่าวมีผ้าปิดรั้วเพื่อปกปิดจากสายตาจากคนภายนอก เมื่อไปถึงรุ่นพี่สั่งให้ส่งโทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชนทุกคน จากนั้นรุ่นพี่ถ่ายข้อมูลเก็บไว้ทั้งหมด แล้วใช้ผ้าปิดตาให้นั่งล้อมวง ก่อนบังคับให้ดื่มเหล้าขาวผสม เครื่องดื่มชูกำลังหนึ่งแก้ววนกันดื่ม
จากนั้นบังคับให้ท่องบทกลอนและเพลงของสถาบัน หากท่องผิดจะถูกซ่อมด้วยการทำโทษอย่างหนัก ทั้งลุกนั่ง ต่อย และเตะ โดยผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ปี 2 เพศหญิง ขณะที่รุ่นพี่ชายยืนอยู่แต่ไม่ร่วมลงมือ
น.ส.นิด กล่าวต่อว่า ถูกกระทำลักษณะนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยรุ่นพี่จะนัดให้มาทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึง 20.00 น. จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2568 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ถูกทำร้ายรุนแรงที่สุด เนื่องจากมีรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้วชื่อ “เตย” เข้ามาร่วมเป็นหัวโจก ร่วมกับรุ่นพี่ปี 3 ที่ผลัดกันทำร้าย ทั้งเตะและต่อยที่หน้าอกและหลังจนร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ทำให้ตนต้องบอกกับผู้ปกครอง และไปพบแพทย์ตรวจร่างกายในวันที่ 12 ก.ย. 2568 โดยแพทย์ยืนยันว่ามีบาดแผลถลอกและรอยช้ำที่เกิดจากการถูกทำร้ายจริง
ตนเคยพยายามบอกกับรุ่นพี่ปี 2 ว่าอยากถอนตัวออกจากการรับระบบ แต่ถูกขัดขวางและข่มขู่จาก “เตย” ว่าไม่สามารถออกได้ หากจะออกต้องย้ายมหาวิทยาลัย และหากเจอตัวจะถูกทำร้ายซ้ำ พร้อมยืนยันว่า มีข้อมูลที่อยู่จากบัตรประชาชนอยู่ในมือ สร้างความหวาดกลัวให้กับเธอจนต้องทนต่อไปทั้งที่ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว ปัจจุบันตนไม่กล้าเดินทางไปไหนคนเดียว และตอนนี้เป็นห่วงเพื่อนปี 1 ที่ยังอยู่ในระบบว่าหากเรื่องนี้เป็นข่าวเพื่อนอาจถูกทำร้ายหนักกว่าเดิม
ด้านผู้ปกครองของ น.ส.นิด เผยว่าตนเจ็บปวดใจมาก เมื่อทราบว่าลูกสาวถูกทำร้ายเช่นนี้ เดิมลูกแจ้งว่าจะเข้าร่วมรับน้องเพราะรุ่นพี่อ้างว่ามีประโยชน์ต่ออนาคต แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขั้นต้องเจ็บตัว ถูกเตะต่อยจนฟกช้ำไปทั้งร่าง แพทย์ยังเตือนว่าหากถูกซ้ำอีกอาจถึงขั้นกระดูกหัก ลูกสาวจากเดิมที่ร่าเริงกลับกลายเป็นคนหวาดกลัว เครียด และมักร้องไห้เมื่อพูดถึงเรื่องนี้
ทำให้วันนี้ตนตัดสินใจพามาขอความช่วยเหลือจาก ดร.แก้วเพื่อความปลอดภัย ยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยฯ หากพบรุ่นพี่ที่เกี่ยวข้องยังศึกษาอยู่ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดถึงขั้นไล่ออก เพื่อไม่ให้ทำลายชื่อเสียงสถาบัน และเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนยังอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ตรวจสอบประเด็นการบังคับถ่ายบัตรประชาชนด้วยว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เกรงว่าข้อมูลส่วนตัวของลูกสาวและเพื่อนๆ จะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ โดยยืนยันว่าหวังเพียงความเป็นธรรม และความปลอดภัยของลูก รวมถึงต้องการให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการรับน้องโหดซ้ำอีกต่อไป
ด้าน ดร.แก้ว หรือ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาผู้เสียหายและผู้ปกครองเข้าพูดคุยกับอาจารย์หัวหน้าแผนกแล้ว โดยอาจารย์ให้ความร่วมมือและชี้แจงว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่การรับน้องของมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยได้ประกาศเตือนนักศึกษาอยู่เสมอว่าไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมนอกรั้วที่ผิดลักษณะ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมข้อมูลนักศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งรุ่นพี่ชาย และหญิงเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบ พร้อมทั้งตนได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและข่มขู่ และหากตรวจสอบพบการนำบัตรประชาชนไปถ่ายเก็บเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือใช้ในทางผิดกฎหมาย จะดำเนินคดีเพิ่มเติมในทุกข้อหาเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไป