กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่จดหมาย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ส่งถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ (UNSC) ประจานพฤติกรรมกัมพูชาต่อประชาคมโลก ทั้งการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ทำทหารไทยพิการรวม 7 นาย และการยิงใส่หน่วยไทยที่หนองหญ้าแก้ว ชี้เป็นการยั่วยุที่บ่อนเซาะความไว้วางใจ ไทยจึงหยุดเดินหน้าถ้อยแถลงสันติภาพ พร้อมขอประชาคมโลกกดดันกัมพูชาให้ยุติการกระทำทันที
โดยจดหมายของ นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ส่งถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเซียร์ราลีโอน ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ
ประกอบด้วยสาระสำคัญทั้งหมด 10 ข้อ ซึ่งทั้งหมดระบุว่า เป็นพัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับการกระทำต่อเนื่องของกัมพูชา ที่เป็นปฏิปักษ์และยั่วยุต่อประเทศไทย ดังนี้
1. ไทยและกัมพูชาลงนามถ้อยแถลงผลการหารือระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทย และ กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเป็นคนกลาง แสดงให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นสำคัญในการยุติสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างสันติ
2. นับแต่นั้น ไทยได้ดำเนินตามมาตรการที่จำเป็นทุกประการที่จะยึดมั่นต่อคำมั่นดังกล่าว
3.ในส่วนของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมระหว่างกัน ไทยและกัมพูชาได้จัดตั้งคณะทำงานประสานงานร่วม ทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติร่วมกัน และได้เห็นชอบ พื้นที่เป้าหมายลำดับแรก ที่จังหวัดสระแก้วของไทยแล้ว
4.เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9.30น. เพียงสองสัปดาห์หลัง การลงนามถ้อยแถลงฯ ทหารไทยได้เหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ถูกวางใหม่ รวมแล้วตั้งแต่ 16 กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทหารเหยียบทุ่นระเบิดแล้ว 7 ครั้ง ทหารไทย 7 นาย สูญเสียขาพิการถาวร การใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องถือเป็นการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าและผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการละเมิด อย่างร้ายแรงต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention – APMBC) กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2(4) และอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย
5.ภายหลังเหตุทุ่นระเบิดล่าสุด ไทยได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรญี่ปุ่น ประจำการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 22 เพื่อรายงาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแสดงความกังวลต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
6.เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น. ทหารกัมพูชาจงใจเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในดินแดนของไทย โดยถือเป็นการละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างชัดเจน
ทหารไทยจำเป็นต้องยิงเตือนกลับด้วยอาวุธเล็กเพื่อป้องกันตนเอง ตามหลักการความจำเป็นและได้สัดส่วน อย่างเคร่งครัด การยิงตอบโต้ระหว่างกันดำเนินถึงเวลา 16.15 น. โดยฝ่ายกัมพูชายิงรวม 30 นัด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายไทย
ต่อมา เมื่อเวลา 17.55 น. มีเสียงปืนกลประมาณ 5 นัดจากฝั่งกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยไม่ได้ยิงตอบโต้ การดำเนินการของไทยต่อการยั่วยุรอบนี้ของกัมพูชา เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรม ในการป้องกันตนเองของไทย โดยสอดคล้องอย่างสัมบูรณ์กับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
7. หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ กล่าวหาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวริเริ่มโดยฝ่ายไทย ไทยขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ต่อข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา
8.การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์และการยั่วยุอย่างต่อเนื่องของกัมพูชาต่อไทย ทำให้ไทยถูกบีบให้ต้องระงับการดำเนินการตามถ้อยแถลงฯ เท่าที่เหมาะสม จนกว่าจะสามารถมั่นใจในความจริงใจและสุจริตใจของกัมพูชาได้
9. ในส่วนของไทย แม้จะมีการกระทำที่เป็นการรุกรานและเป็นปฏิปักษ์โดยเจตนาและต่อเนื่องจากกัมพูชา แต่ไทยจะยังคงใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และจะยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี
10.ไทยร้องขอประชาคมระหว่างประเทศ เรียกร้องต่อกัมพูชาให้รับผิดชอบ และยุติการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์และการยั่วยุทั้งหมดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนชาวไทย และถือเป็น การละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน